แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

หลักการเขียนตอบโดยย่อ

               การตอบข้อสอบกฏหมายในชั้นปริญญาตรีนี้ โดยทั่วไปจะมีการเขียนตอบอยู่ 2 แบบซึ่ง

ได้แก่ การเขียนตอบปัญหากฏหมายความจำ และ การเขียนตอบปัญหากฏหมายวินิจฉัย

-ข้อสอบความจำ ก็คือ ข้อสอบที่ออกมาเพื่อทดสอบความรู้ ความเข้าใจ และความจำนักศึกษา โดย

จะมีลักษณะแบบถามตรง เพื่อให้นักศึกษาตอบได้เลยโดยไม่มีการวินิจฉัยเหมือนข้อสอบตุ๊กตาหรือ

อุทาหรณ์ เช่น ถามว่ากฏหมายคืออะไร เป็นต้น การตอบข้อสอบความจำนี้ มักจะเขียนแบบส่วนเดียว

แบบอธิบาย หรือสองส่วนอธิบายกับยกตัวอย่างก็ได้ แล้วแต่กรณี

-ข้อสอบวินิจฉัย คือข้อสอบลักษณะแบบตุ๊กตาหรืออุทาหรณ์นั้นเอง กล่าวคือเป็นข้อสอบที่ตั้งโจทย์คำ

ถามเป็นข้อเท็จจริงและให้เราจับประเด็นในการตอบ คิด วิเคราะห์ พิจารณาจากโจทย์ โดยการตอบใน

ลักษณะนี้โดยหลักจะเขียนแบ่งออกเป็นสามส่วนคือส่วนหลักกฏหมาย ส่วนวินิจฉัยและส่วนสรุป เพื่อจะ

ได้เห็นภาพ จะขอยกตัวเย่าง เช่น คำถามๆ ว่า เด็กชาย กบ อายุ 13 ปี ทำสัญญาซื้อรถจักรยาน 1 คัน

จาก นายจักร โดยที่บิดามารดามิได้รู้เห็นด้วย ดังนั้นสัญญาซื้อขายดังกล่าวมีผลสมบูรณ์หรือไม่

    แนวการตอบ

   กรณีตามปัญหาดังกล่าว มีหลักกฏหมายตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จะต้องนำมาประกอบ

การวินิจฉัยดังนี้

        มาตรา 21 วางหลักไว้ว่า "ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใดๆ ต้องได้รับคำยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม

ก่อน  การใดๆ ที่ผู้เยาว์ได้ทำลงปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็นโมฆียะ ....."

   วินิจฉัย 

    การที่เด็กชายกบ อายุ 13 ปี ทำสัญญาซื้อรถจักรยาน 1 คัน จาก นายจักรนั้นถือว่าเป็นการที่ผู้เยาว์

ได้ทำนิติกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมถึงจะทำให้นิติกรรมนั้น

สมบูรณ์ ตามมาตรา 21

  เมื่อปรากฏว่าการทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวนั้น เด็กชาย กบ มิได้ขอความยินยอมจากบิดามารดาก่อน

ซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ดังนั้น สัญญาซื้อขายที่เด็กชาย กบ ทำขึ้นกับนายจักรจึงตกเป็นโมฆียะตาม

มาตรา 21

  สรุป สัญญาซื้อขายดังกล่าวมีผลเป็นโมฆียะ

จากตัวอย่างจึงเห็นว่ามีสามส่วน ส่วนแรกยกหลักกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาคำถาม ส่วนที่สองวิจฉัย

คือปรับเอาหลักกฏหมายเข้ากับข้อเท็จจริงตามโจทย์ และได้คำตอบมา จึงสรุปอีกทีในส่วนที่สาม ครบ

สามส่วน

มาทำความรู้จักกับ นิติศาสตร์

          นิติศาสตร์คืออะไร???

          นิติศาสตร์ คือ การเรียนการศึกษาสายกฏหมาย หรือ ศาสตร์แห่งความรู้ด้านกฏหมายนั้นเอง

เป็นการศึกษาในแง่ของการเรียนรู้ การตีความ การใช้กฏหมายต่างๆ เช่น เรียนรู้กฏหมายว่าการกระทำ

ทั้งหลายที่ทำนั้นมีผลในทางกฏหมายอย่างไร และ วิธีการในทางปฏิบัติด้วย ซึ่งในปัจจุบันนี้ การเรียน

กฏหมายได้รับความนิยมมากไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สนใจกันมาเรียนตั้งแต่เด็กจนถึงวัยชรา มีการเปิดสอน

หลายมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว

           เหตุที่ควรมาเรียนกฏหมายนั้น เชื่อว่าแต่ละคนมาเรียนเพื่อมีเป้าหมายที่แตกต่างกันหรือเหมือน

กัน จริงๆแล้วการเรียนกฏหมายหรือนิติศาสตร์นั้น ก็มีการพูดคุยกันในหมู่คนทั่วไปว่า เรียนยากมั้ง ท่อง

จำเยอะมั้ง อ่านหนังสือมากมั้ง หรือ อย่างอื่น ที่ทำให้เห็นว่าการเรียนสายกฏหมายนั้น ไม่ง่าย ซึ่งในมุม

มองผมมองว่าการเรียนกฏหมายนั้น ขอให้ท่านตั้งใจ ชอบมัน พยายามศึกษามันก็น่าจะศึกได้ไม่ยาก

แล้ว ซึ่งการเรียนกฏหมายนั้นแม้ว่าจะหนักเกินไปสำหรับบางคนก็ตาม แต่หากจบมาได้ ก็มีตลาดแรงงาน

ที่รองรับผู้ที่จบนิติศาสตร์มาไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งอาชีพที่คนจบนิติศาสตร์สามารถไปประกอบอาชีพได้

เช่น ผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ นิติกร ตำรวจ เป็นต้น โดยในการจัดการเรียนการสอน หลักสูตร

ปกติ 4 ปี แต่สำหรับบางมหาวิทยาลัยบางที่เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง อาจสำเร็จการศึกษาได้ภาย

ใน 2 ปีครึ่ง แต่หลักสูตรก็คือ 4 ปีเหมือนกัน นับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้แก่ตัวเด็กหรือนักศึกษาที่เข้าไป

ศึกษาสามารถจบได้ภายในระยะเวลาอันสั้นขึ้นอยู่กับความสามารถแต่ละคนด้วย

           ถามว่าการมาเรียนนิติศาสตร์นั้นที่ว่าเรียนเกี่ยวกับกฏหมายนั้นมันเป็นอย่างไร ก็อธิบายแบบ

คร่าวๆว่า ก็มีการศึกษาถึงพื้นฐานของกฏหมายก่อนครับ เมื่อผ่านตรงนี้ไป ก็จะได้เรียนไปถึงกฏหมายแต่

ละเรื่องแต่ละฉบับ ซึ่งกฏหมายที่เราได้เรียนแต่ละตัวในมหาวิทยาลัยนั้น มุ่งเน้นให้นักศึกษาที่เรียนจบมา

เป็นบัณฑิตแล้ว สามารถนำกฏหมายไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง แม่นยำและเป็นธรรม เพราะ

ชีวิตจริง ท่านอาจจะต้องเจอกับกฏหมายอะไรต่อะไรที่ไม่เคยเจอในห้องเรียนมาก่อน แต่เนื่องจากใน

การเรียนชั้นปริญญาตรี เราได้การใช้ การตีความกฏหมายและหลักการต่างๆมาก็เป็นกระโยชน์ในภาย

ภาคหน้าเหมือนกันที่เราสามารถนำความรู้ไปใช้กับกฏหมายอื่นๆได้ด้วย

          ซึ่งการเรียนนิติศาสตร์นั้น โดยทั่วไป ตามมหาวิทยาลัยของรัฐหรือเอกชนโดยส่วนใหญ่มีการ

เอนทรานซ์เข้าไปหรือสอบเข้า ก็จะมีระเบียบและวิธีการเข้าที่กำหนดไว้ แต่หากคนที่ไม่อยากสอบเข้า

หรือสอบเข้าที่ไหนไม่ได้ ก็มีมหาวิทยาลัยอยู่ 2 แห่งที่พร้อมรับท่านตลอด 24 (มิใช่เซเว่นนะ อิอิ) คือ

มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ มหาวิทยาลัยสุโขไทยธรรมธิราช เป็นระบบเปิด ที่มีแต่การสอบออกเท่า

นั้น ดังนั้นผู้ที่สนใจก็มาเรียนสองที่นี้ได้จะได้สัมผัสดูว่าเป็นอย่างไร ส่วนเมื่อเรียนจบแล้วไปไหนนั้น

ท่านสามารถดูที่โพสต์ไว้หัวข้อ จบแล้วไปไหนต่อ!!! ได้เพื่อเป็นแนวทางได้ในอนาคต

วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

จบแล้วไปไหนต่อ!!!

               ไปได้หลายทาง........!!! ก็จริงๆนะครับ ไปได้เยอะ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาสายนี้ไปได้หลายเส้น

ทาง เมื่อถามผู้ที่จบมาแล้วก็จะบอกกันว่าจบแล้ว ไปต่อเนติ บ้างก็บอกไปสอบตั๋ว บ้างก็บอกจะไปต่อ

โทหรือที่หลุดโลกไปเลยกลับไปนอนกินที่บ้านเฉยๆ......( -.-") หรืออาจจะทำอย่างอื่นก็ได้แล้วแต่วัตถุ

ประสงค์ของแต่ละคน แต่หัวข้อนี้กระผมจะแนะนำให้คนที่อยากทราบว่าจบแล้วไปไหน ขอยึดตามแนว

ของผู้ที่จบกฎหมายโดยทั่วไปเชื่อว่าไม่น้อยกว่า 50 % ของผู้ที่จบนิติศาสตร์ทั้งหมด หลังจากจบแล้ว

น่าจะมาทำสิ่งต่อไปดังที่จะแนะนำให้ต่อไปนี้

ศึกษาต่อชั้นเนติบัณฑิต นี้น่าจะถือเป็นว่าเป็นตัวหลักเลยที่เด็กนิติให้ความสนใจเพื่อมุ่งจะศึกษาต่อ

เมื่อจบนิติและผู้ที่จบนิติแล้ว เชื่อกันว่าใครสามารถพิชิตสนามนี้ได้ เป็นที่ยอมรับในหมู่คนทั่วไปและนัก

กฎหมายด้วยกันว่า "เทพ" เนื่องจากการศึกษาต่อเนติฯเป็นการศึกษาเรียนรู้กฎหมายชั้นสูง จริงๆแล้วก็

เหมือนกับการได้เรียนทบทวนกฎหมายทั้งหมดที่เคยได้เรียนสมัยเรียนนิติศาสตร์ ซึ่งเนติฯนั้นเป็นการ

ศึกษาที่ได้จัดตั้งขึ้นโดย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา โดยการศึกษาในชั้นเนติฯนี้ มี

ทั้งหมด 4 สาขาวิชาที่เราต้องสอบให้ผ่านทั้งหมดซึ่งหากผ่านทั้งหมดก็จะพิชิตได้เป็น "เนติบัณฑิตไทย"
 
ซึ่งสรุปได้ว่า กฎหมาย 4 สาขาวิชานี้ ออกสอบในเรื่องกฎหมายสี่มุมเมืองซึ่งได้แก่ อาญา แพ่ง

วิ.อาญา และ วิ.แพ่ง และกฎหมายพิเศษที่น่าจะเคยได้เรียนมาแล้วในชั้นปริญญาตรี แต่ในชั้นเนติฯค่อน

ข้างจะยากซับซ้อนกว่า ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆที่ใครจะพิชิตได้ ซึ่งการมาศึกษาต่อที่นี้ส่วน

ใหญ่จะมาสอบเพื่ออนาคตไว้สอบผู้พิพากษาหรืออัยการซึ่งเป็นเป้าหมายที่ใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่ของนักศึกษา

กฎหมายหลายคน หากไม่ได้เนติฯก็ไม่สามารถจะสอบได้ หากใครอยากเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการก็ต้อง

ผ่านสนามนี้มาให้ได้ก่อนนะครับ!!

สอบตั๋วทนาย อันนี้เป็นที่รือกันมานานแล้วว่า เด็กนิติเมื่อจบแล้วห้ามพลาดตัวนี้คือ ตั๋วทนาย สำหรับ

ใครที่ใฝ่ฝันจะเป็นทนายความ หลังจากจบนิติมาแล้ว ท่านก็มาสอบตั๋วทนายให้ได้ ก็จะได้เป็นทนาย

แล้ว ซึ่งดูแล้วใครอยากเป็นทนายช่างเหนื่อยน้อยกว่าอัยการ ผู้พิพากษาเยอะเลย.....แต่ส่วนใหญ่มันไม่

ได้เป็นแบบนั้นครับที่คนมาสอบตั๋วทนายเพื่ออยากเป็นทนาย ที่ใครๆเขาฮิตสอบตั๋วกันเพราะว่าจะเอาไป

เป็นคุณสมบัติในการสอบอัยการหรือผู้พิพากษานะครับ แต่ที่กล่าวในเรื่องเนติฯมาเมื่อกี้อันนั้นบังคับต้อง

มีเนติฯถึงสอบผู้พิพากษาหรืออัยการได แต่ตั๋วทนายจริงๆไม่ได้บังคับหรอกครับ อาจจะไปทำงานเกี่ยว

กับกฎหมายซึ่งได้อายุงานไม่น้อยกว่า 2 ปี ที่ ก ต เขารับรองนะครับ เพราะครจะสอบอัยการผู้พิพากษา

ได้ เขาบังคับว่าต้องจบเนติฯผ่านงานกฎหมายไม่น้อยกว่า 2 ปีด้วย แต่หากได้ตั๋วทนายมา ท่านก็ต้องว่า

ความ 20 คดีด้วยนะครับบถึงจะมีสิทธิสอบ สำหรับตั๋วทนายนั้น ได้จัดสอบโดย สำนักฝึกอบรมวิชาว่า

ความแห่งสภาทนายความ โดยสามารถสมัครสอบได้ 2 ประเภท คือตั๋วรุ่นและตั๋วปี ซึ่งกระผมได้ทำหัว

ข้อไว้ให้อ่านแล้วครับในบล็อกนี้ หัวข้อ เกี่ยวกับตั๋วรุ่น - ตั๋วปี ดังนั้นตั๋วทนายนี้เป็นหนึ่งทางเลือกที่

ใครๆที่ต้องมีไว้ในครอบครองครับ เพราะเชื่อว่าไม่ว่าวันใดวันหนึ่งท่านอาจได้ใช้มัน

ศึกษาต่อปริญญาโท(หรือไปถึงเอก) เส้นทางนี้ไว้สำหรับนักกฎหมายสายวิชาการครับซึ่งเป็นสาย

สามัญของผู้ที่จบตรีแล้วไปต่อโท ซึ่งการศึกษาในระดับปริญญาโทนี้ สูงกว่าเนติฯ เนื่องจากเนติมีหลัก

สูตร 1 ปี แต่ปริญญาโท 2 ปี ซึ่งการจบปริญญาโทนี้ มีผลมากเวลาได้เข้าทำงานภาครัฐและเอกชน โดย

เฉพาะภาครัฐมีผลต่อการปรับฐานเงินเดือนที่สูงขึ้นตามวุฒิการศึกษา และนอกจากนี้การที่ได้เรียนและ

จบสายนี้มีคุณสมบัติมีสิทธิสอบอัยการและผู้พิพากษาสยามเล็กอีกด้วย หากมีทั้งเนติฯและปริญญาโท

เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองมากขึ้นเลยทีเดียว นอกจากนี้สายวิชาการนี้ยังกว้างขวางสามารถเข้าไปเป็น

ได้หลายอาชีพ เช่น นักวิชาการด้านกฎหมาย อาจารย์สอนกฎหมาย ซึ่งสมัยนี้มีผู้คนได้ให้ความสำคัญ

ในการศึกษาต่อระดับปริญญาโทเยอะขึ้นมาก

                      นอกจากที่กล่าวมาแล้ว 3 เส้นทางที่ผู้คนมักไปต่อหลังจบนิติแล้ว บางคนอาจไม่ได้

ต้องการมา 3 ทางนี้ เช่น บางคนต้องการเป็นนิติกร มีสิทธิสอบได้เลยหรือจะสอบตำรวจหรืออาชีพอะไร

ก็แล้วแต่ซึ่งไปได้กว้างมาก แม้แต่จะไปสอบ ก.พ. เพื่อจะไปเป็นปลัด หรือ เจ้าหน้าที่ศาลปกครองก็ได้

เห็นไหมครับว่าเส้นทางหลังจบนิติแล้วมีทางไปเยอะแยะมาก กระผมจึงอธิบายให้พอเห็นภาพได้ว่า จบ

นิติแล้วไปไหนต่อแบบคร่าวๆเพื่อให้ผู้ที่ศึกษาอยู่หรือคิดจะศึกษาหรือจบมาแล้วแต่ยังไม่ได้ไปต่อไหน

สอบอะไร เพื่อให้ดูเป็นแนวทางประกอบตัดสินใจได้บ้างครับ ^^