แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตั๋วปี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตั๋วปี แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ประสบการณ์ตรงสอบปากเปล่า

        เนื่องจากผู้ที่สอบใบอนุญาตว่าความได้นั้น ไม่ว่าจะสอบได้แบบรุ่นหรือแบบปีก็ตาม ต่อมาก็จะ

ต้องมีการสอบปากเปล่าอีกขั้นหนึ่ง ก่อนจะวันที่ได้รับประกาศนียบัตรฯ ซึ่งการสอบเปล่านั้นดูจากชื่อเชื่อ

ว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกตื่นเต้น ไม่เป็นอันทำอะไร กังวลว่าจะจะถามเราแนวไหน ถามอะไร อายไม่

กล้าพูด กลัวพูดไม่ถูก พูดไม่ได้ หรือกังวลไปสารพัดอย่าง ซึ่งจากที่เห็นหลายๆคนที่ผ่านตรงจุดนั้นมา

แล้ว ก็ล้วนแต่มาแชร์ในทำนองเดียวกันว่า มีอาการประมาณที่เล่ามาเมื่อกี้ ซึ่งประสบการณ์ตรงของผม

เอง ถามว่ามีความรู้สึกแค่ไหนในการสอบปากเปล่า ? ก็อยากจะตอบว่าผมไม่ได้มีอาการตื่นเต้นและ

กังวลมากไป แต่ก็มีอยู่บ้าง อาจเป็นเพราะผมมีความคิดว่า ถึงอย่างไรๆวันนี้เราก็ต้องผ่านไปให้ได้ อีก

ทั้งมีรุ่นพี่คนก่อนๆหน้ารายคนมักจะบอกต่อกันว่า "สุดท้ายก็ได้หมดทุกคนแหละ" ตรงนี้ลดความกดดัน

ผมไปได้ด้วยส่วนหนึ่ง แต่ในใจลึกๆก็หวั่นๆนิดนึง

        การสอบปากเปล่า โดยส่วนมากมักจะมีการพูดกันต่อๆกันมาว่า ไม่มีปัญหา เพราะอาจารย์เขา

พยายามอยากให้เด็กผ่านกันทุกคนถึงกับบอกว่า "ขอให้สอบข้อเขียนให้ได้ก็พอ ปากเปล่าไม่ใช่ปัญหา"

ซึ่งในทางความเป็นจริง ผมเองได้ข่าวจากรุ่นพี่บางคนว่า มีการเข้าห้องเย็นแล้วเหมือนกัน ขอขยาย

ความนิด ห้องเย็น คือ ห้องสอบปากเปล่าห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องสอบสำหรับคนที่สอบปากเปล่ากับ

กรรมการครั้งแรกไม่ผ่าน จึงส่งตัวมาสอบปากเปล่าห้องเย็นซึ่งมีกรรมการคุมสอบ 5 คน ในตอนแรกจะ

ได้สอบกับกรรมการ 2 คน แต่สำหรับคนไม่ผ่านปากเปล่า เคยได้ยินจากรุ่นพี่คนหนึ่งมาเหมือนกันว่า ไม่

ผ่านก็มี แต่อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกัน

        จากการที่ผมได้ไปสอบปากเปล่ามานั้น เนื่องจากผมสามารถสอบใบอนุญาตว่าความได้ทั้ง 2

สนาม คือทั้งแบบรุ่น และ แบบปี ทางสำนักฝึกอบรมฯจึงให้กรณีผู้ผ่านการสอบทั้งสองสนามดังกล่าว

เข้าสอบของแบบปี จริงๆแล้วก่อนหน้าเคยมีรุ่นพี่บอกผมว่าของปีกับของรุ่น ของปีจะถามปากเปล่า

จำนวนข้อเยอะกว่าและเคี้ยวกว่าแบบรุ่น แต่ในรุ่นและปีที่ผมสอบนั้นเห็นว่าน่าจะใช้คำถามข้อเดียวกัน

ข้อนึง จะเล่าให้ต่อในตอนหลัง โดยสำนักฝึกอบรมฯได้จัดการสอบปากเปล่าที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

โดยต้องไปรายงานตัวระหว่างเวลา 8.00 - 8.30 น เห็นว่าหากมาช้ากว่านี้จะไม่อนุญาตให้เข้าสอบไม่

ว่ากรณีใดๆ ผมต้องรีบตื่นนอนตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง เตรียมตัวอะไรเสร็จก็ออกไปกับแฟนเลย โดยนั่งแท็กซี่ไป

ตั้งแต่เวลา 6 โมงครึ่ง ปรากฏว่าไปถึงก่อนเวลาใช้เวลาครึ่งชั่วโมง ไปถึงเวลา 7 โมง ซึ่งนั่งรถจากหน้า

รามคำแหงมา เหลือเวลาเพียบ (ก่อนหน้าแทบไม่ได้หลับนอนเลย เพราะช่วงนั้นบริหารการนอนไม่ดี

นอนผิดเวลา) พอมาถึงแรกๆไม่ค่อยเห็นใครมาเยอะมาก พอเวลาผ่านไปก็เดินไปหาตึกสอบโดยตาม

คนที่เดินกันต่อๆตามกัน ตึกอาคารสอบ หรูเอาการอยู่ สมแล้วเป็นเมืองทอง เมื่อเดินเข้าไปในตึกสอบ

ขึ้นบรรไดเลื่อนก็ปรากฏว่าเจอผู้คนอยู่กันเยอะมากอยู่ทุกทิศทางเลย ที่นั่งก็ไม่มีเพราะคนนั่งกันเต็มหมด

มีบางคนพาญาติพาเพื่อนฝูงกันมาด้วย เห็นอยู่มุมหนึ่งมีขนมปัง กาแฟ ตั้งไว้บนโต๊ะ ไว้สำหรับผู้ที่มา

สอบปากเปล่า ซึ่งก็หยิบมากินกัน แต่ผมไม่กินนะครับ เพราะไม่อยากกินเท่าไหร่ ไม่ใช่เพราะตื่นเต้นนะ

แต่รู้สึกกินอะไรไม่ได้มากกว่า ต่อมาผมก็พาแฟนไปหาที่นั่งกันพลางๆจนกว่าจะรอเรียกลงชื่อรายงานตัว

ก็ได้พบที่นั่งจนได้แต่เป็นพื้นปูนเย็นๆนะซึ่งผมก็ได้พบกับรุ่นพี่ผู้ใหญ่ 2 คน ก็นั่งใกล้ๆกันก็ชวนคุยไป

เรื่อยๆ(ดูเหมือนจะรบกวนเขาด้วยนะ เห็นกำลังอ่านหนังสือเคร่งๆกันอยู่)ก็คุยกันไปเรื่องขอบเขตสอบ

เปล่าและเรื่องอื่นๆกันไป จนมาถึงเวลาลงชื่อรายงานตัวก็เข้าแถวกันเยอะแยะเต็มกันไปหมด ของผมก็

ให้ไปรายงานของสำนักงาน 1 ปี (ตั๋วปี) แถว A ซึ่งมีคนไม่เยอะเท่าไหร่ ลงเสร็จก็รอเข้าห้อง ห้องที่ผม

เข้าไปนี้ไม่ใช่ห้องสอบทีนะครับ แต่เป็นห้องที่มานั่งเรียงกันมีคนชี้แจง แต่เวลาสอบจะนำพาไปสอบทีละ

แถว อาจารย์ที่ชี้แจงก็บรรยายสาธยายไปเรื่อยๆเหมือนชวนคุย แต่ก็มีพูดให้ใจหายนิดๆเหมือนกันเรื่อง

การสอบปากเปล่าไม่ผ่านอะไรประมาณนั้น

           และแล้วเมื่อได้เวลาที่เขาเรียกให้เข้าสอบทีละแถว ลืมบอกไป ผู้ที่สอบของสำนักงาน 1 ปีจะนั่ง

แถวหน้า ส่วนแบบรุ่นจะนั่งข้างหลัง ดังนั้นแน่นอนว่าผมก็ได้สอบก่อนอยู่ต้นๆแถวเลยครับ แต่ของรุ่นเอง

ก็เรียกไปทีละแถวพร้อมๆกับแบบปีครับ แต่ของปีสอบไม่กี่คนเพราะคนสอบได้สนามนี้มีน้อย จึงไม่นานก็

หมด เมื่อเข้าสอบไปแล้วแถวแรก ต่อมาก็เรียกแถวที่สองเข้าห้องสอบ เชื่อไหมตัดอยู่ที่คนนั่งข้างผมพอ

ดีเป็นพี่ผู้ใหญ่ดูใจดีคนหนึ่ง ผมก็ชวนนั่งคุยกับเขาไปเรื่อยๆ และแล้วก็ถึงคิวแถวผมละครับ แถวที่ 3 วินา

ทีนั้น ผมก็นึกซะว่าเอาวะๆยังไงๆก็ต้องผ่านทุกคน อีกอย่างผมคิดว่าถ้าเราผ่านข้อเขียนมาได้ อีกทั้ง

ความรู้เราก็พอที่จะวัดดวงได้ ไม่น่าจะเป็นปัญหาเท่าไหร่ เมื่อเข้าไปในห้องสอบแล้วจะให้นั่งรอหน้าห้อง

สอบซึ่งคั่นระหว่างห้องที่ผู้สอบนั่งรอสอบกับห้องสอบไว้ รอให้คนก่อนหน้าสอบเสร็จจึงได้เข้าไป และ

แล้วถึงคิวผม วินาทีนี้เป็นต้นไปอ่านกันดูๆนะครับถึงจุดคลายแม็กล่ะ!!!

          "ผมได้เดินเข้าไปหาอาจารย์กรรมการซึ่งนั่งคู่กันอยู่ 2 ท่าน ดูท่านทั้งสองมีอายุแล้วและดูใจดี

ด้วยนะครับ ยิ้มแย้มดูไม่ดุด้วย คิดในใจน่าจะโชคดีละ ทันทีที่เดินไปที่นั่งสอบ ผมก็แสดงความเคารพ

ด้วยการไหว้ ท่านทั้งสองคนแล้วพูดว่า "สวัสดีครับอาจารย์" แล้วผมก็นั่งลงที่เก้าอี้ ท่านคนที่สอง ก็ถาม

ผมว่า"ชื่ออะไรครับ" ผมก็ตอบ และท่านก็ถามคำถามอื่นๆทั้งหมดว่า "จบมาจากที่มหาวิทยาลัยที่ไหน" 

"จบปีไหน" "ฝึกที่สำนักงานไหนและอยู่แถวไหน" "คดีเข้าสำนักงานเยอะไหม" "เคยทำคดีให้เขาไหม" 

ทั้งหมดที่ท่านคนที่สองถามมานั้นเป็นคำถามเกริ่นๆทั่วไปก่อน และผมก็ตอบตามที่ถามไปซึ่งก็ไม่ได้ยาก

อะไรตรงนี้ ต่อมาท่านคนที่สองจึงหยิบกระดาษคำถามขึ้นมา ปรากฏว่าคำถามที่ท่านจะหยิบมานั้น คน

ก่อนหน้าพากระดาษคำถามไปด้วย กำละ (-.-") ..... ท่านคนที่สองก็เลยไปให้เขาประกาศให้คนก่อน

หน้าเอากระดาษคำถามมาคืนด้วย ผมสันนิษฐานว่า สงสัยสอบผ่านดีใจตื่นเต้นเกินไปหน่อยนำเอา

กระดาษคำถามไปด้วย ผมขำในใจมาก ในระหว่างท่านคนที่สองเดินไปเพื่อขอให้เขาประชาสัมพันธ์ถึง

คนสอบก่อนหน้าผมให้เอากระดาษมาคืน จึงเหลือท่านแรกๆ จึงไม่ให้เสียเวลา จึงฉีกกระดาษคำถาม

แล้วให้ผมตอบตามที่ถามในกระดาษแทน ปรากฏว่าเมื่อผมดูคำถามแล้ว เป็นคำถามที่เห็นแล้ว ดีใจขึ้น

มาปั้บเลย เนื่องจากเป็นคำถามที่ผมเตรียมมาด้วย ซึ่งคำถามก็จะถามได้ใจความว่า "อธิบายถึงสิทธิของ

ผู้ต้องหาหรือผู้ถูกขังตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามมาตรา 7/1 มีอะไรบ้าง" ซึ่งคำ

ถามนี้ผมจำตัวบทได้ก็เลยตอบไปค่อนข้างสมบูรณ์ ซึ่งท่านแรกก็บอกผมว่า "ตอบถูกหมดเลยเนี้ย ไปได้

เลย" ผมก็ดีใจมากครับ ก็เดินออกไปตามสเต็ป จากนั้นก็เอาเอกสารที่เขาแจกข้างหน้ามากรอกเพื่อเสีย

ค่าทำเนียบรุ่นและค่าประกาศนียบัตรรวม 500 บาท ก่อนกลับด้วย เมื่อเสร็จภารกิจแล้วก็กลับบ้าน แต่

ก่อนกลับผมได้ฝากมือถือไว้กลับพนักงานของสภาทนายความ ซึ่งสอบเสร็จผมไม่ลืมกลับมาเอา จึง

อยากเตือนให้คนที่ไปสอบปากเปล่าเสร็จแล้วอย่าลืมเอาของที่ฝากด้วยนะครับ เดี๋ยวดีใจมากจนลืมของ

ที่ฝาก ส่วนปากเปล่าที่ผมสอบเสร็จนั้นใช้เวลาเร็วมากครับ เนื่องจากได้สอบเป็นคนต้นๆของแถวด้วย 

ผมได้กลับบ้านประมาณ 9 โมงกว่าๆเองครับ เห็นว่าสอบเสร็จทั้งหมดก็ประมาณบ่ายๆ ก็ถือว่าคนที่สอบ

หลังๆก็ได้กลับช้านะครับ "

****************

และทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ตรงของผมครับในวันสอบปากเปล่าทนายความ จึงขอแชร์ให้

คนที่อยากรู้ว่าบรรยากาศการสอบเป็นอย่างไร เกิดอะไรขึ้นในวันสอบบ้าง ขอบคุณที่ได้อ่าน

บทความครับ

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คำถามที่ถามบ่อย ?

Q:การขอตรวจสมุดคำตอบนั้น เมื่อได้รับสมุดคำตอบแล้วจะขอคัดถ่ายสำเนาจากสมุดคำตอบได้หรือ

ไม่ เพียงใด

A:ไม่ได้ แต่ไม่ห้ามที่จะขอคัดเขียนหรือจดใส่กระดาษได้

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:ถ้าสอบไม่ผ่านภาคปฏิบัติหรือขาดสอบนั้น จะขอรักษาสถานภาพได้หรือไม่

A:ได้ ไม่ต้องสอบใหม่ภาคทฤษฎี

-------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

Q:สำหรับการสอบแบบสำนักงาน 1 ปี ถ้าไม่ผ่านจะมีสิทธิสอบครั้งต่อไปไหม แล้วต้องลงฝึกงานใหม่

หรือไม่

A:มีสิทธิ และ ไม่ต้องฝึกงานใหม่ รอทางสำนักฝึกอบรมฯประกาศลงทะเบียนสอบครั้งต่อไป

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:ข้อสอบแบบรุ่นและแบบสำนักงาน 1 ปี เหมือนกันหรือไม่

A:ข้อสอบแนวเดียวกัน แต่กรณีการสอบแบบรุ่นภาคทฤษฎีจะเขียนลงในสมุดคำตอบ แต่ภาคปฏิบัติและ

แบบสำนักงาน 1 ปี เขียนลงในแบบพิมพ์ศาลและกระดาษเปล่า เหมือนกัน

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:ข้อสอบแบบรุ่นกับแบบปี แบบไหนยากกว่ากัน

A:ไม่แน่นอน(ความเห็นส่วนตัว) โดยส่วนมากจะพูดกันว่าแบบปียากกว่า แต่อาจจะไม่เสมอไป เพราะว่า

แบบรุ่นบางรุ่นถามยากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าแบบปี

***ผู้เขียนมีเหตุผลสนับสนุนอยู่บ้าง อย่างกรณีมีผู้สอบแบบรุ่นภาคทฤษฎีมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่ผ่าน

แต่สามารถสอบแบบปีได้(ผ่าน) และ อย่างล่าสุดครั้งที่ 2/56 มีผู้ผ่านเป็นจำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็น

ว่าไม่แน่นอนว่าแบบปีจะยากกว่าแบบรุ่น มิหนำซ้ำหลังๆมานี้แบบรุ่นมีผู้ผ่านค่อนข้างน้อย

***การคำนวณผู้ผ่านสำหรับแบบรุ่น อย่าลืมว่าต้องเฉลี่ยตั้งแต่คนสอบผ่านภาคทฤษฎีก่อนผ่านจำนวน

เท่าใด และเอาจำนวนนั้นมาคำนวณต่อในภาคปฏิบัติก็จะมีผู้ผ่านน้อยกว่าเดิม มีการกลั่นกรองถึง 2 ชั้น

ก็จะทราบยอดคนผ่านทั้งหมด สรุปง่ายๆ คนสอบภาคทฤษฎีมีจำนวนทั้งหมดเท่าใด เอามาเฉลี่ยดูกับคน

ที่สอบผ่านภาคปฏิบัติเท่าใดก็จะทราบเปอเซ็นต์ที่แท้จริง ประกอบกับว่า คนสอบแบบปีค่อนข้างน้อยกว่า

แบบรุ่นเยอะมาก จึงดูเหมือนว่าแบบปียากกว่าครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:การสอบปากเปล่ายากหรือไม่

A:ไม่น่าเกินความสามารถ เพราะเมื่อสอบข้อเขียนแบบรุ่นหรือแบบปีมาได้แล้ว การสอบปากเปล่าจึงไม่

มีอะไรเกินความสามารถ ไปลองจะรู้เอง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:ขอคำแนะนำ แนวการเขียนตอบข้อสอบทนายความ

A:ตามเว็บนี้เลย ดูตามหัวข้อต่างๆ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:สถานที่สอบของแบบรุ่นและแบบปีที่เดียวกันหรือไม่

A:สถานที่เดียวกัน ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (เดิมแบบปีสอบที่ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์)

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:การเขียนตอบระหว่างการสอบทนายกับเนติฯ อันไหนใช้เวลาเขียนมากกว่ากันจนอาจทำให้เขียนไม่

ทันเวลา

A:การสอบเนติฯใช้เวลามากกว่า เพราะมีคนสอบหลายคนทำไม่ทันเวลา แต่การสอบทนายไม่พบเจอ

มากเท่าที่เห็น

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:ผู้ที่สอบผ่านแบบรุ่นกับแบบปีมีศักดิ์และสิทธิ์เท่าเทียมกันหรือไม่

A:มีศักดิ์และสิทธิ์ เหมือนกันทุกประการ ที่สามารถจะจดทะเบียนและอนุญาตให้เป็นทนายความได้ ตาม

กฏหมาย

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:เกี่ยวกับคำว่า "ตั๋วทนาย" เป็นคำที่ใช้ได้เป็นทางการ หรือ เป็นคำที่ถูกต้องหรือไม่

A:อันนี้เป็นปัญหาที่มีกันมาตั้งยาวนานมาก ต้องทำความเข้าใจใหม่ เนื่องจากคำว่า "ตั๋วทนาย" ทาง

สภาทนายความจะชี้แจงให้ทราบว่า มีแต่ "ใบอนุญาตให้เป็นทนายความ" ดังนั้น หากเวลาติดต่อการใช้

คำที่ถูกต้องหรือคำที่เป็นทางการนั้น ไม่ควรใช้คำว่า "ตั๋วทนาย" อาจจะใช้คำอื่น ซึ่งแยกเป็นประเภท 2

ประเภท คือ

- ประเภทรุ่น อาจจะเรียกว่า "สมัครสอบทนายความแบบ/ประเภทรุ่น" "สมัครสอบทนายภาคทฤษฎี"

หรือ ถ้าลงทะเบียนภาคปฏิบัติ เช่น "มาลงทะเบียนภาคปฏิบัติ" เป็นต้น

- ประเภทปี อาจจะเรียกว่า "ขอลงทะเบียนสอบของสำนักงาน 1 ปี" "สอบทนายความประเภทปี" เป็นต้น

***เพิ่มเติม เนื่องจากผู้เขียนในตอนที่อบรมจริยธรรมทนายความ ท่าน อ.เดชอุดม ไกรฤทธิ์ ได้บอกว่า

การใช้คำว่า ตํ๋วทนาย นั้นถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติหรือดูถูกในวิชาชีพทนายความ เพราะใบอนุญาต

วิชาชีพทนายความเรานั้นมีค่ามากว่า "ตั๋ว" ซะอีก


--------------------------------------------------------------------------------------------------------


************หากมีคำถามไหนที่ถามบ่อยจะนำมาโพสต์ให้ในภายหลังอีก(ยังมีการอัพเดท)

วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ทำข้อสอบได้แต่ตก(จริงหรือ)???

      เนื่องจากผมเชื่อว่ามีผู้เข้าสอบจำนวนไม่น้อยเคยพูดว่า " เอ้ย!!ทำข้อสอบได้นะ แต่ทำไมไม่

ผ่านไม่รู้ " "เอ้ะ!!เพื่อนมันตอบผิด เราตอบถูก แต่มันผ่าน เราตกอ่ะ" "สภาทนายความแกล้ง

เด็กหรือปล่าวเนี้ย เด็กทำได้กลับให้ตกได้ไง" หรือมีคนพูดอื่นใดที่แสดงไปในทำนองเดียวกันนี้

วันนี้ผมอยากให้เปลี่ยนความคิดได้เลยนะครับ ลองคิดดูในทางความเป็นจริงนะครับว่า คนเราหากทำได้

จริงๆ ถูกต้อง สมบูรณ์ จะถึงกับว่าไม่ผ่านเชียวหรือครับ ซึ่งเรื่องนี้ผมก็เคยเจอผู้ที่เคยเข้าสอบมาบ่นตาม

เว็บบอร์ดต่างๆ จริงๆแล้วผมว่าไม่ใช่หรอกครับ สิ่งที่คุณมองว่าใช่อาจจะไม่ใช่ก็ได้ แน่นอนในขณะเดียว

กันสิ่งที่คุณมองว่าไม่ใช่มันอาจจะใช่ก็ได้

      ผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้เข้าสอบที่ตอนสอบครั้งแรกของผม ๆ คิดว่าผมทำได้แน่ๆ ทำถูก ทำได้ แม้ว่า
 
 จะผิดมากก็ตาม จะทำให้ถึงกับว่าไม่ผ่านเชียวหรือ แค่ 50 คะแนนเอง ผิดได้ตั้งครึ่งหนึ่งนะ ซึ่งปรากฎ

ว่าผลสอบออกมาผมก็ไม่ผ่านจริงๆ และในครั้งนั้น เล่นเอาผมถึงกับจิตตกไปช่วงหนึ่งเลยครับ แบบเสีย

ความมั่นใจตามไปด้วย ซึ่งหลังจากนั้นเองผมก็ได้ศึกษาหาวิธีการต่างๆในเนื้อหาที่เกี่ยวกับการ

สอบทนายความจากตำรานู่น ตำรานี่มั้ง จนตอนหลังผมก็สามารถทำข้อสอบได้ทั้งแบบรุ่นและแบบปี

ในคะแนนที่น่าพอใจครับ โดยผมลองมานึกย้อนวันที่ผมสอบครั้งแรกแล้วคิดว่าทำไมนะเราถึงสอบไม่

ได้ทั้งที่คิดว่าทำได้ ผมจึงค้นพบในข้อบกพร่องเหล่านี้ครับ

1.จำแนวคำตอบข้อสอบเก่ามาตอบโดยไม่เข้าใจในสิ่งนั้น ขาดการวิเคราห์ และจำคัดลอกมา

ใส่ในการสอบ ทั้งที่ข้อสอบที่สั่งให้ทำนั้น คลาดเคลื่อนจากข้อสอบเก่าที่เราจำมาตอบ เช่น จำ

มาว่าเวลาขอปิดหมาย ส่งหมาย อ้างถึงภูมิลำเนาจำเลยจำมาว่าต้องอ้างสำเนาทะเบียนบ้านเท่านั้น ทั้ง

ที่ข้อสอบรุ่นนั้นให้ส่งหมายไปถึงกรณีมีนิติบุคคลเป็นจำเลยด้วย หรือ เช่น มีจำเลยหลายคน จำในข้อ

สอบเก่าเขียนไปเขียนถึงจำเลยคนเดียว แบบนี้ เหมือนกับว่าไม่ได้คิด วิเคราะห์ในการทำข้อสอบเลย

2.ในการศึกษาจากข้อสอบเก่านั้น ดู ผ่านตา อ่านเอาเข้าใจจริง แต่ไม่เคยหัดเขียน หัดทำข้อสอบ

เก่าเลย จึงไม่ค่อยได้คิด ได้วิเคราะห์เลย แน่นอนพอมาเวลาสอบจริงก็นั่งใบ้กันสักพักกว่าจะได้ลง

มือเขียนไม่รู้จะเริ่มจากต้นจนจบอย่างไร แต่สุดท้ายก็แถมาได้จนจบและคิดว่าที่เราเขียนไปนี้ทำได้แน่

นอน ซึ่งเป็นการคิดว่าผ่านโดยไม่มีหลักประกันซะด้วย

3.คิดว่าในการทำข้อสอบเราเขียนมีหลักการเยอะ อ้างเอกสารท้ายฟ้อง เป็นทางการมาก ดังนั้นให้รู้สิว่า

จะถึงกับไม่ผ่าน ซึ่งจริงๆแล้วต่อมาผลสอบออกมาไม่ผ่านจริงด้วย เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่ครับ เขียนดีแค่

ไหน ถ้าผิดธง ผิดประเด็น ผิดทุกอย่างที่เขามีธงของเขาไว้แล้วครับ จบเลย!!

4.หลังสอบแชร์กับเพื่อนว่า นี่!!ตอบถูก ต้องตอบว่า........(ซึ่งความจริงที่บอกคำตอบถูกนั้นเอาคำ

ตอบตัวเองเองเป็นที่ตั้ง ทั้งที่จริง ธงของสภาฯยังไม่ออกเลย ก็เหมือนหลอกตัวเองนิดๆ อิอิ 

(-.-")) และ พอผลสอบออกมา เอ้ะ!! เพื่อนมันผ่านได้ไงอ่ะ มันตอบผิดแต่ผ่าน เราตอบถูกแต่ตก (ซึ่ง

บางทีเพื่อนอาจจะตอบถูกก็ได้ แต่เราก็สำคัญผิดว่าเพื่อนตอบผิด) นี้แหละปัญหา หรือ ไม่ก็บางที

แม้เพื่อนตอบผิดจริง แต่หากผิดประเด็นสัก 1 หรือ 2 ประเด็น และ มิใช่ประเด็นหรือเนื้อหาที่

สำคัญที่ทำให้ผิดมากและหักคะแนนมาก ก็ไม่ถึงกับทำให้ตกได้หรอกครับ หากที่เหลือทำได้

หมดถูกต้อง และขณะเดียวกันเองที่เราบอกว่าตอบถูก แม้ว่าความจริงถูกก็ตาม แต่ถ้าถูก

ประเด็นเดียว ถูกข้อเดียว ที่เหลือผิดไปหมด ปรนัยก็แทบไม่ได้แบบนี้ โอกาสตกซึ่งมีสูงมาก

5.ทางที่ดีที่สุดที่ทำให้ตาสว่าง ปัญญาเกิด ความเข้าใจ ความรู้แตกฉานได้ เป็นวิธีที่ผมแนะนำที่สุด คือ

ไปขอตรวจดูสมุดคำตอบของท่านที่สภาทนายความ เพราะท่านจะได้รู้ทุกอย่างว่าที่ท่านกล่าวอ้าง

ว่าทำได้ ทำถูก ทำดี ทำทุกอย่างที่กล่าวอ้างนะ จริงหรือไม่อย่างไร เพื่อที่ท่านจะได้รู้ความจริง ไม่ต้อง

หลอกตัวเอง ไม่ต้องด่าว่าสภาทนายไม่เป็นธรรม ตรวจข้อสอบมั่ว วิธีนี้ชัดเจนที่สุดในความเห็นผมนะ

ครับ

   ดังนั้นผมจึงเก็บประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังในฐานะคนที่เคยผ่านมาก่อนก็อาจมีประโยชน์กับใครหลาย

คนนะครับ จะได้เปลี่ยนแนวคิด หันมาเจอแสงสว่างใหม่ ผมเชื่อว่าคนเราหากรู้ข้อบกพร่องตัวเอง

แล้ว ย่อมแก้ไขได้ไม่ยาก เมื่อแก้ไม่ยากย่อมสำเร็จผลได้แน่ครับ ไม่มีใครหลอกครับที่รู้มาตั้งแต่

เกิดทุกอย่าง แม้แต่คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ทรงความรู้ ผู้รอบรู้ทุกอย่างก็ไม่ทุกอย่างจริงหรอกครับอย่าง

สำนวนที่ว่า "สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง" แล้วเหตุไฉนนักศึกษาสอบตั๋วทนายจะหลงผิด

บางประการมั้งไม่ได้จริงไหมครับ แต่ประเภทที่ไม่รู้ แต่อวดเก่งอวดฉลาดนะ แบบนี้ไม่เอานะครับ อิอิ

วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556

แบบที่ต้องหัดเขียนเพื่อเตรียมตัวสอบ

                 โดยมีทั้งหนังสือ สัญญา และ ฟอล์มต่างๆซึ่งน่าสนใจ โดยต้องจำหลักเกณฑ์และเขียนให้

ได้เป็นเบื้องต้น เพราะมีโอกาสออกสอบและออกสอบมาแล้ว ซึ่งรวบรวมมาให้เพื่อไปทำความเข้าใจ

ศึกษากันให้ดีๆ มีดังต่อไปนี้

-หนังสือบอกกล่าวทวงถาม

-ใบแต่งทนาย (เน้น!!ภาคปฏิบัติ และ ตัวปี)

-หนังสือร้องทุกข์ต่อหนักงานสอบสวน

-หนังสือมอบอำนาจ

-หนังสือยินยอม

-หนังสือแจ้งการโอนสิทธิ

-คำแถลงขอส่งหมาย/ปิดหมาย/ส่งทางไปรษณีย์/ส่งข้ามเขต

-คำร้อง/คำบอกกล่าวขอถอนฟ้อง

-คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับอัยการ

-คำขอให้ออกหมายบังคับคดี

-คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง

-คำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกพยาน

-คำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติม

-คำร้องขอให้เรียกทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลย

-คำร้องขอดำเนินคดีต่างผู้ตาย

-คำร้องขอเลื่อนคดี

-คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

-คำร้องขอให้ศาลออกนั่งพิจารณา

-คำร้องขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว

-คำร้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัด

-คำร้องขอให้ศาลชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น (เน้น!!ภาคปฏิบัติ และ ตัวปี)

-คำร้องขอคัดถ่าย.......

-สัญญาประนีประนอมยอมความในศาล

-สัญญาเช่าบ้าน,กู้ยืม,ค้ำประกัน ฯลฯ

-สัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง

-คำฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญา

-คำให้การของจำเลยและฟ้องแย้ง (เน้น!!ภาคปฏิบัติ และ ตัวปี)

-คำร้องขอให้ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถ

-คำร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดก

-คำร้องขอให้ศาลสั่งเป็นบุคคลสาบสูญ

-พินัยกรรมแบบธรรมดา (เน้น!!ภาคปฏิบัติ และ ตัวปี)

-??????????????

***** หมายเหตุ. ข้อมูลอาจอัพเดทได้ตลอดเวลา สามารถติดตามได้ซึ่งจะเรียบเรียงไว้ให้จากสถิติที่

เคยออกสอบมาแล้วและมีโอกาสออกสอบอีกโดยอาศัยข้อเท็จจริงต่างกัน แต่มีหลักเกณฑ์เหมือนกัน

ดังนั้น ต้องพยายามหัดเขียนนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556

เกี่ยวกับตั๋วรุ่น - ตั๋วปี

              นอกจากจะมีการสอบแบบรุ่นหรือที่เรียกตั๋วรุ่นแล้ว ยังมีการสอบทนายอีกประเภทหนึ่งคือการ

สอบทนายแบบปีนั้นเอง เป็นการสอบทนายสนามหนึ่งที่ทางสภาทนายความเปิดโอกาสให้ทางเลือกแก่

บุคคลมีสิทธิสอบได้มีโอกาสมากขึ้นในการที่จะสอบได้มากขึ้น โดยอาจจะมีสิทธิสอบได้สนามใดสนาม

หนึ่งหรือทั้งสองสนามไม่ตัดสิทธิ

                 แต่เนื่องจากการสอบประเภทสำนักงาน 1 ปีนั้นมีที่มาต่างกันจากประเภทรุ่นอยู่ ไม่ว่าจะ

เป็นการเริ่มต้นสมัครใหม่ของประเภทรุ่นจะมีการจัดอบรมก่อนสอบภาคทฤษฎี เมื่อสอบผ่านแล้วต้องฝึก

งานอีก 6 เดือนจึงมาลงทะเบียนเตรียมสอบภาคปฏิบัติอีก นับว่าเป็นการสอบ 2 ครั้ง เมื่อผ่านทั้งสอง

ภาคมีสิทธิสอบปากเปล่าและอบรมจริยธรรมและรับประกาศนียบัตรต่อไป แต่สำหรับตั๋วปีนั้นตอนสมัคร

แน่นอนว่าต้องหาสำนักงานทนายความรับเข้าฝึกงานในสำนักงาน 1 ปี จึงจะมีสิทธิสอบตามที่ทางสภา

ทนายความแจ้งให้ทราบ ในการสอบแบบปีนั้นจะจัดการสอบเพียงแค่ครั้งเดียว โดยไม่มีการอบรม

อย่างเช่นแบบรุ่นเลย มิหนำซ้ำไม่มีข้อสอบเก่าจำหน่ายอย่างเช่นแบบรุ่นเหมือนกัน จึงเป็นปัญหา

สำหรับใครหลายๆคนอยู่ที่ไม่มีแนวขอบเขตในการออกสอบเลยว่าจะออกส่วนไหนอย่างไร จึงมีการออก

ข้อสอบได้กว้าง แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้มีเหตุผลอยู่ การที่ท่านมาสอบประเภทปีนั้น ถือได้ว่า ท่านเป็นผู้

ที่ผ่านการฝึกงานในสำนักงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ก็ถือได้เหมือนกันนะว่าในเวลา 1 ปีนั้น ท่านคง

เก็บเกี่ยวอะไรต่อะไรมามาก ผ่านงานมาเยอะ มีโอกาสได้อยู่ฝึกการเป็นทนายมากกว่าเวลาของแบบรุ่น

ซะอีก(ซึ่งจริงๆแล้ว ท่านอาจหลอกทางสภาทนายความว่าฝึกจริง จริงๆมีแค่ชื่อในสำนักงานเท่านั้น ตัว

ไม่มีนี่คือสาเหตุหนึ่งที่คนไม่ค่อยสำเร็จในการสอบแบบปีจึงมีผู้ผ่านน้อย) ซึ่งในการสอบเมื่อมีการจัด

สอบครั้งเดียว หากท่านสอบผ่านได้ก็จะมีสิทธิสอบปากเปล่าได้เช่นเดียวกับประเภทรุ่น

               แต่แม้ว่าการแบบปีดูเหมือนจะยากกว่าแบบรุ่น ตามความคิดผู้เขียนๆมองว่าหากท่านมี

สามารถ เข้าใจ และเขียนเป็น ไม่ว่าจะเป็นแบบปีหรือแบบรุ่น น่าจะทำได้ไม่ยาก อย่างเช่นท่านรู้หลัก

กฎหมาย รู้จักใช้แบบฟอล์มศาลเป็น เลือกเขียนในกระดาษอะไร และเขียนเป็น ลายมือดี นับว่าไม่น่า

เป็นปัญหาในการสอบสักเท่าไหร่ (แม้ว่าการสอบประเภทปีจะผ่านกันน้อยก็ตาม) และ ในการออกสอบ

แบบปีนั้น เท่าที่ศึกษาที่เคยออกสอบมาแล้วแต่ละครั้งของปี มีการออกสอบในเรื่องที่ต่างกับแบบรุ่นอยู่

เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการออกเรื่องคำให้การและฟ้องแย้ง หนังสือมอบอำนาจให้ยื่นคำให้การและฟ้อง

แย้ง เช่นนี้ไม่ค่อยเห็นออกสอบในแบบรุ่นเลย จึงไม่คุ้นเท่าไหร่ แต่ถ้าท่านไปฝึกงานที่สำนักงานจริงๆ

หรือศึกษาหาจากตำราต่างๆ ก็น่าจะเข้าใจและทำได้ไม่ยาก

               ส่วนมาตรฐานในการตรวจข้อสอบนั้นผู้เขียนมองว่า มาตรฐานเดียวกันแน่นอน ไม่มีการ

ตรวจเคร่งหรือไม่เคร่งของแบบปีและแบบรุ่น อยู่ที่ตัวผู้สอบเองมากกว่าว่าเขียนถูกเขียนโดนใจกรรม

การ ตามธงคำตอบหรรือเปล่า เพราะจงให้ท่านระลึกเสมอว่า หากเราทำได้ ทำถูก ลายมือดี ไม่ผิด

แบบแล้ว ยังไงๆก็ต้องได้คะแนน และคะแนนที่ได้ก็ต้องผ่านเกณฑ์แน่นอน กรรมการจะให้ตก จะเคร่ง

ตรวจให้ผ่านยาก จะเป็นไปได้อย่างไร

                  อย่างไรก็ดีทางสภาทนายความไม่ได้ห้ามให้ท่านเลือกสอบสนามใด สนามหนึ่ง ท่าน มี

สิทธิสอบทั้งสองสนามได้ เป็นการเพิ่มโอกาสให้แก่ตัวท่านเองในการสอบทนาย จึงแนะนำให้ท่านได้

สมัครสอบไว้ทั้งสองประเภท ไม่ว่าจะได้ประเภทไหนก็ตามสุดท้ายก็ได้เหมือนกัน และมีสิทธิขึ้นทะเบียน

เป็นทนายความเช่นเดียวกัน เสมอภาคกันไม่มีแบบไหนดีกว่ากันครับ



                                              **********************