แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตั๋วทนาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตั๋วทนาย แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ประสบการณ์ตรงสอบปากเปล่า

        เนื่องจากผู้ที่สอบใบอนุญาตว่าความได้นั้น ไม่ว่าจะสอบได้แบบรุ่นหรือแบบปีก็ตาม ต่อมาก็จะ

ต้องมีการสอบปากเปล่าอีกขั้นหนึ่ง ก่อนจะวันที่ได้รับประกาศนียบัตรฯ ซึ่งการสอบเปล่านั้นดูจากชื่อเชื่อ

ว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกตื่นเต้น ไม่เป็นอันทำอะไร กังวลว่าจะจะถามเราแนวไหน ถามอะไร อายไม่

กล้าพูด กลัวพูดไม่ถูก พูดไม่ได้ หรือกังวลไปสารพัดอย่าง ซึ่งจากที่เห็นหลายๆคนที่ผ่านตรงจุดนั้นมา

แล้ว ก็ล้วนแต่มาแชร์ในทำนองเดียวกันว่า มีอาการประมาณที่เล่ามาเมื่อกี้ ซึ่งประสบการณ์ตรงของผม

เอง ถามว่ามีความรู้สึกแค่ไหนในการสอบปากเปล่า ? ก็อยากจะตอบว่าผมไม่ได้มีอาการตื่นเต้นและ

กังวลมากไป แต่ก็มีอยู่บ้าง อาจเป็นเพราะผมมีความคิดว่า ถึงอย่างไรๆวันนี้เราก็ต้องผ่านไปให้ได้ อีก

ทั้งมีรุ่นพี่คนก่อนๆหน้ารายคนมักจะบอกต่อกันว่า "สุดท้ายก็ได้หมดทุกคนแหละ" ตรงนี้ลดความกดดัน

ผมไปได้ด้วยส่วนหนึ่ง แต่ในใจลึกๆก็หวั่นๆนิดนึง

        การสอบปากเปล่า โดยส่วนมากมักจะมีการพูดกันต่อๆกันมาว่า ไม่มีปัญหา เพราะอาจารย์เขา

พยายามอยากให้เด็กผ่านกันทุกคนถึงกับบอกว่า "ขอให้สอบข้อเขียนให้ได้ก็พอ ปากเปล่าไม่ใช่ปัญหา"

ซึ่งในทางความเป็นจริง ผมเองได้ข่าวจากรุ่นพี่บางคนว่า มีการเข้าห้องเย็นแล้วเหมือนกัน ขอขยาย

ความนิด ห้องเย็น คือ ห้องสอบปากเปล่าห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องสอบสำหรับคนที่สอบปากเปล่ากับ

กรรมการครั้งแรกไม่ผ่าน จึงส่งตัวมาสอบปากเปล่าห้องเย็นซึ่งมีกรรมการคุมสอบ 5 คน ในตอนแรกจะ

ได้สอบกับกรรมการ 2 คน แต่สำหรับคนไม่ผ่านปากเปล่า เคยได้ยินจากรุ่นพี่คนหนึ่งมาเหมือนกันว่า ไม่

ผ่านก็มี แต่อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกัน

        จากการที่ผมได้ไปสอบปากเปล่ามานั้น เนื่องจากผมสามารถสอบใบอนุญาตว่าความได้ทั้ง 2

สนาม คือทั้งแบบรุ่น และ แบบปี ทางสำนักฝึกอบรมฯจึงให้กรณีผู้ผ่านการสอบทั้งสองสนามดังกล่าว

เข้าสอบของแบบปี จริงๆแล้วก่อนหน้าเคยมีรุ่นพี่บอกผมว่าของปีกับของรุ่น ของปีจะถามปากเปล่า

จำนวนข้อเยอะกว่าและเคี้ยวกว่าแบบรุ่น แต่ในรุ่นและปีที่ผมสอบนั้นเห็นว่าน่าจะใช้คำถามข้อเดียวกัน

ข้อนึง จะเล่าให้ต่อในตอนหลัง โดยสำนักฝึกอบรมฯได้จัดการสอบปากเปล่าที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

โดยต้องไปรายงานตัวระหว่างเวลา 8.00 - 8.30 น เห็นว่าหากมาช้ากว่านี้จะไม่อนุญาตให้เข้าสอบไม่

ว่ากรณีใดๆ ผมต้องรีบตื่นนอนตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง เตรียมตัวอะไรเสร็จก็ออกไปกับแฟนเลย โดยนั่งแท็กซี่ไป

ตั้งแต่เวลา 6 โมงครึ่ง ปรากฏว่าไปถึงก่อนเวลาใช้เวลาครึ่งชั่วโมง ไปถึงเวลา 7 โมง ซึ่งนั่งรถจากหน้า

รามคำแหงมา เหลือเวลาเพียบ (ก่อนหน้าแทบไม่ได้หลับนอนเลย เพราะช่วงนั้นบริหารการนอนไม่ดี

นอนผิดเวลา) พอมาถึงแรกๆไม่ค่อยเห็นใครมาเยอะมาก พอเวลาผ่านไปก็เดินไปหาตึกสอบโดยตาม

คนที่เดินกันต่อๆตามกัน ตึกอาคารสอบ หรูเอาการอยู่ สมแล้วเป็นเมืองทอง เมื่อเดินเข้าไปในตึกสอบ

ขึ้นบรรไดเลื่อนก็ปรากฏว่าเจอผู้คนอยู่กันเยอะมากอยู่ทุกทิศทางเลย ที่นั่งก็ไม่มีเพราะคนนั่งกันเต็มหมด

มีบางคนพาญาติพาเพื่อนฝูงกันมาด้วย เห็นอยู่มุมหนึ่งมีขนมปัง กาแฟ ตั้งไว้บนโต๊ะ ไว้สำหรับผู้ที่มา

สอบปากเปล่า ซึ่งก็หยิบมากินกัน แต่ผมไม่กินนะครับ เพราะไม่อยากกินเท่าไหร่ ไม่ใช่เพราะตื่นเต้นนะ

แต่รู้สึกกินอะไรไม่ได้มากกว่า ต่อมาผมก็พาแฟนไปหาที่นั่งกันพลางๆจนกว่าจะรอเรียกลงชื่อรายงานตัว

ก็ได้พบที่นั่งจนได้แต่เป็นพื้นปูนเย็นๆนะซึ่งผมก็ได้พบกับรุ่นพี่ผู้ใหญ่ 2 คน ก็นั่งใกล้ๆกันก็ชวนคุยไป

เรื่อยๆ(ดูเหมือนจะรบกวนเขาด้วยนะ เห็นกำลังอ่านหนังสือเคร่งๆกันอยู่)ก็คุยกันไปเรื่องขอบเขตสอบ

เปล่าและเรื่องอื่นๆกันไป จนมาถึงเวลาลงชื่อรายงานตัวก็เข้าแถวกันเยอะแยะเต็มกันไปหมด ของผมก็

ให้ไปรายงานของสำนักงาน 1 ปี (ตั๋วปี) แถว A ซึ่งมีคนไม่เยอะเท่าไหร่ ลงเสร็จก็รอเข้าห้อง ห้องที่ผม

เข้าไปนี้ไม่ใช่ห้องสอบทีนะครับ แต่เป็นห้องที่มานั่งเรียงกันมีคนชี้แจง แต่เวลาสอบจะนำพาไปสอบทีละ

แถว อาจารย์ที่ชี้แจงก็บรรยายสาธยายไปเรื่อยๆเหมือนชวนคุย แต่ก็มีพูดให้ใจหายนิดๆเหมือนกันเรื่อง

การสอบปากเปล่าไม่ผ่านอะไรประมาณนั้น

           และแล้วเมื่อได้เวลาที่เขาเรียกให้เข้าสอบทีละแถว ลืมบอกไป ผู้ที่สอบของสำนักงาน 1 ปีจะนั่ง

แถวหน้า ส่วนแบบรุ่นจะนั่งข้างหลัง ดังนั้นแน่นอนว่าผมก็ได้สอบก่อนอยู่ต้นๆแถวเลยครับ แต่ของรุ่นเอง

ก็เรียกไปทีละแถวพร้อมๆกับแบบปีครับ แต่ของปีสอบไม่กี่คนเพราะคนสอบได้สนามนี้มีน้อย จึงไม่นานก็

หมด เมื่อเข้าสอบไปแล้วแถวแรก ต่อมาก็เรียกแถวที่สองเข้าห้องสอบ เชื่อไหมตัดอยู่ที่คนนั่งข้างผมพอ

ดีเป็นพี่ผู้ใหญ่ดูใจดีคนหนึ่ง ผมก็ชวนนั่งคุยกับเขาไปเรื่อยๆ และแล้วก็ถึงคิวแถวผมละครับ แถวที่ 3 วินา

ทีนั้น ผมก็นึกซะว่าเอาวะๆยังไงๆก็ต้องผ่านทุกคน อีกอย่างผมคิดว่าถ้าเราผ่านข้อเขียนมาได้ อีกทั้ง

ความรู้เราก็พอที่จะวัดดวงได้ ไม่น่าจะเป็นปัญหาเท่าไหร่ เมื่อเข้าไปในห้องสอบแล้วจะให้นั่งรอหน้าห้อง

สอบซึ่งคั่นระหว่างห้องที่ผู้สอบนั่งรอสอบกับห้องสอบไว้ รอให้คนก่อนหน้าสอบเสร็จจึงได้เข้าไป และ

แล้วถึงคิวผม วินาทีนี้เป็นต้นไปอ่านกันดูๆนะครับถึงจุดคลายแม็กล่ะ!!!

          "ผมได้เดินเข้าไปหาอาจารย์กรรมการซึ่งนั่งคู่กันอยู่ 2 ท่าน ดูท่านทั้งสองมีอายุแล้วและดูใจดี

ด้วยนะครับ ยิ้มแย้มดูไม่ดุด้วย คิดในใจน่าจะโชคดีละ ทันทีที่เดินไปที่นั่งสอบ ผมก็แสดงความเคารพ

ด้วยการไหว้ ท่านทั้งสองคนแล้วพูดว่า "สวัสดีครับอาจารย์" แล้วผมก็นั่งลงที่เก้าอี้ ท่านคนที่สอง ก็ถาม

ผมว่า"ชื่ออะไรครับ" ผมก็ตอบ และท่านก็ถามคำถามอื่นๆทั้งหมดว่า "จบมาจากที่มหาวิทยาลัยที่ไหน" 

"จบปีไหน" "ฝึกที่สำนักงานไหนและอยู่แถวไหน" "คดีเข้าสำนักงานเยอะไหม" "เคยทำคดีให้เขาไหม" 

ทั้งหมดที่ท่านคนที่สองถามมานั้นเป็นคำถามเกริ่นๆทั่วไปก่อน และผมก็ตอบตามที่ถามไปซึ่งก็ไม่ได้ยาก

อะไรตรงนี้ ต่อมาท่านคนที่สองจึงหยิบกระดาษคำถามขึ้นมา ปรากฏว่าคำถามที่ท่านจะหยิบมานั้น คน

ก่อนหน้าพากระดาษคำถามไปด้วย กำละ (-.-") ..... ท่านคนที่สองก็เลยไปให้เขาประกาศให้คนก่อน

หน้าเอากระดาษคำถามมาคืนด้วย ผมสันนิษฐานว่า สงสัยสอบผ่านดีใจตื่นเต้นเกินไปหน่อยนำเอา

กระดาษคำถามไปด้วย ผมขำในใจมาก ในระหว่างท่านคนที่สองเดินไปเพื่อขอให้เขาประชาสัมพันธ์ถึง

คนสอบก่อนหน้าผมให้เอากระดาษมาคืน จึงเหลือท่านแรกๆ จึงไม่ให้เสียเวลา จึงฉีกกระดาษคำถาม

แล้วให้ผมตอบตามที่ถามในกระดาษแทน ปรากฏว่าเมื่อผมดูคำถามแล้ว เป็นคำถามที่เห็นแล้ว ดีใจขึ้น

มาปั้บเลย เนื่องจากเป็นคำถามที่ผมเตรียมมาด้วย ซึ่งคำถามก็จะถามได้ใจความว่า "อธิบายถึงสิทธิของ

ผู้ต้องหาหรือผู้ถูกขังตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามมาตรา 7/1 มีอะไรบ้าง" ซึ่งคำ

ถามนี้ผมจำตัวบทได้ก็เลยตอบไปค่อนข้างสมบูรณ์ ซึ่งท่านแรกก็บอกผมว่า "ตอบถูกหมดเลยเนี้ย ไปได้

เลย" ผมก็ดีใจมากครับ ก็เดินออกไปตามสเต็ป จากนั้นก็เอาเอกสารที่เขาแจกข้างหน้ามากรอกเพื่อเสีย

ค่าทำเนียบรุ่นและค่าประกาศนียบัตรรวม 500 บาท ก่อนกลับด้วย เมื่อเสร็จภารกิจแล้วก็กลับบ้าน แต่

ก่อนกลับผมได้ฝากมือถือไว้กลับพนักงานของสภาทนายความ ซึ่งสอบเสร็จผมไม่ลืมกลับมาเอา จึง

อยากเตือนให้คนที่ไปสอบปากเปล่าเสร็จแล้วอย่าลืมเอาของที่ฝากด้วยนะครับ เดี๋ยวดีใจมากจนลืมของ

ที่ฝาก ส่วนปากเปล่าที่ผมสอบเสร็จนั้นใช้เวลาเร็วมากครับ เนื่องจากได้สอบเป็นคนต้นๆของแถวด้วย 

ผมได้กลับบ้านประมาณ 9 โมงกว่าๆเองครับ เห็นว่าสอบเสร็จทั้งหมดก็ประมาณบ่ายๆ ก็ถือว่าคนที่สอบ

หลังๆก็ได้กลับช้านะครับ "

****************

และทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ตรงของผมครับในวันสอบปากเปล่าทนายความ จึงขอแชร์ให้

คนที่อยากรู้ว่าบรรยากาศการสอบเป็นอย่างไร เกิดอะไรขึ้นในวันสอบบ้าง ขอบคุณที่ได้อ่าน

บทความครับ

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คำถามที่ถามบ่อย ?

Q:การขอตรวจสมุดคำตอบนั้น เมื่อได้รับสมุดคำตอบแล้วจะขอคัดถ่ายสำเนาจากสมุดคำตอบได้หรือ

ไม่ เพียงใด

A:ไม่ได้ แต่ไม่ห้ามที่จะขอคัดเขียนหรือจดใส่กระดาษได้

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:ถ้าสอบไม่ผ่านภาคปฏิบัติหรือขาดสอบนั้น จะขอรักษาสถานภาพได้หรือไม่

A:ได้ ไม่ต้องสอบใหม่ภาคทฤษฎี

-------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

Q:สำหรับการสอบแบบสำนักงาน 1 ปี ถ้าไม่ผ่านจะมีสิทธิสอบครั้งต่อไปไหม แล้วต้องลงฝึกงานใหม่

หรือไม่

A:มีสิทธิ และ ไม่ต้องฝึกงานใหม่ รอทางสำนักฝึกอบรมฯประกาศลงทะเบียนสอบครั้งต่อไป

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:ข้อสอบแบบรุ่นและแบบสำนักงาน 1 ปี เหมือนกันหรือไม่

A:ข้อสอบแนวเดียวกัน แต่กรณีการสอบแบบรุ่นภาคทฤษฎีจะเขียนลงในสมุดคำตอบ แต่ภาคปฏิบัติและ

แบบสำนักงาน 1 ปี เขียนลงในแบบพิมพ์ศาลและกระดาษเปล่า เหมือนกัน

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:ข้อสอบแบบรุ่นกับแบบปี แบบไหนยากกว่ากัน

A:ไม่แน่นอน(ความเห็นส่วนตัว) โดยส่วนมากจะพูดกันว่าแบบปียากกว่า แต่อาจจะไม่เสมอไป เพราะว่า

แบบรุ่นบางรุ่นถามยากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าแบบปี

***ผู้เขียนมีเหตุผลสนับสนุนอยู่บ้าง อย่างกรณีมีผู้สอบแบบรุ่นภาคทฤษฎีมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่ผ่าน

แต่สามารถสอบแบบปีได้(ผ่าน) และ อย่างล่าสุดครั้งที่ 2/56 มีผู้ผ่านเป็นจำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็น

ว่าไม่แน่นอนว่าแบบปีจะยากกว่าแบบรุ่น มิหนำซ้ำหลังๆมานี้แบบรุ่นมีผู้ผ่านค่อนข้างน้อย

***การคำนวณผู้ผ่านสำหรับแบบรุ่น อย่าลืมว่าต้องเฉลี่ยตั้งแต่คนสอบผ่านภาคทฤษฎีก่อนผ่านจำนวน

เท่าใด และเอาจำนวนนั้นมาคำนวณต่อในภาคปฏิบัติก็จะมีผู้ผ่านน้อยกว่าเดิม มีการกลั่นกรองถึง 2 ชั้น

ก็จะทราบยอดคนผ่านทั้งหมด สรุปง่ายๆ คนสอบภาคทฤษฎีมีจำนวนทั้งหมดเท่าใด เอามาเฉลี่ยดูกับคน

ที่สอบผ่านภาคปฏิบัติเท่าใดก็จะทราบเปอเซ็นต์ที่แท้จริง ประกอบกับว่า คนสอบแบบปีค่อนข้างน้อยกว่า

แบบรุ่นเยอะมาก จึงดูเหมือนว่าแบบปียากกว่าครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:การสอบปากเปล่ายากหรือไม่

A:ไม่น่าเกินความสามารถ เพราะเมื่อสอบข้อเขียนแบบรุ่นหรือแบบปีมาได้แล้ว การสอบปากเปล่าจึงไม่

มีอะไรเกินความสามารถ ไปลองจะรู้เอง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:ขอคำแนะนำ แนวการเขียนตอบข้อสอบทนายความ

A:ตามเว็บนี้เลย ดูตามหัวข้อต่างๆ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:สถานที่สอบของแบบรุ่นและแบบปีที่เดียวกันหรือไม่

A:สถานที่เดียวกัน ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (เดิมแบบปีสอบที่ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์)

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:การเขียนตอบระหว่างการสอบทนายกับเนติฯ อันไหนใช้เวลาเขียนมากกว่ากันจนอาจทำให้เขียนไม่

ทันเวลา

A:การสอบเนติฯใช้เวลามากกว่า เพราะมีคนสอบหลายคนทำไม่ทันเวลา แต่การสอบทนายไม่พบเจอ

มากเท่าที่เห็น

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:ผู้ที่สอบผ่านแบบรุ่นกับแบบปีมีศักดิ์และสิทธิ์เท่าเทียมกันหรือไม่

A:มีศักดิ์และสิทธิ์ เหมือนกันทุกประการ ที่สามารถจะจดทะเบียนและอนุญาตให้เป็นทนายความได้ ตาม

กฏหมาย

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:เกี่ยวกับคำว่า "ตั๋วทนาย" เป็นคำที่ใช้ได้เป็นทางการ หรือ เป็นคำที่ถูกต้องหรือไม่

A:อันนี้เป็นปัญหาที่มีกันมาตั้งยาวนานมาก ต้องทำความเข้าใจใหม่ เนื่องจากคำว่า "ตั๋วทนาย" ทาง

สภาทนายความจะชี้แจงให้ทราบว่า มีแต่ "ใบอนุญาตให้เป็นทนายความ" ดังนั้น หากเวลาติดต่อการใช้

คำที่ถูกต้องหรือคำที่เป็นทางการนั้น ไม่ควรใช้คำว่า "ตั๋วทนาย" อาจจะใช้คำอื่น ซึ่งแยกเป็นประเภท 2

ประเภท คือ

- ประเภทรุ่น อาจจะเรียกว่า "สมัครสอบทนายความแบบ/ประเภทรุ่น" "สมัครสอบทนายภาคทฤษฎี"

หรือ ถ้าลงทะเบียนภาคปฏิบัติ เช่น "มาลงทะเบียนภาคปฏิบัติ" เป็นต้น

- ประเภทปี อาจจะเรียกว่า "ขอลงทะเบียนสอบของสำนักงาน 1 ปี" "สอบทนายความประเภทปี" เป็นต้น

***เพิ่มเติม เนื่องจากผู้เขียนในตอนที่อบรมจริยธรรมทนายความ ท่าน อ.เดชอุดม ไกรฤทธิ์ ได้บอกว่า

การใช้คำว่า ตํ๋วทนาย นั้นถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติหรือดูถูกในวิชาชีพทนายความ เพราะใบอนุญาต

วิชาชีพทนายความเรานั้นมีค่ามากว่า "ตั๋ว" ซะอีก


--------------------------------------------------------------------------------------------------------


************หากมีคำถามไหนที่ถามบ่อยจะนำมาโพสต์ให้ในภายหลังอีก(ยังมีการอัพเดท)

วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ทำข้อสอบได้แต่ตก(จริงหรือ)???

      เนื่องจากผมเชื่อว่ามีผู้เข้าสอบจำนวนไม่น้อยเคยพูดว่า " เอ้ย!!ทำข้อสอบได้นะ แต่ทำไมไม่

ผ่านไม่รู้ " "เอ้ะ!!เพื่อนมันตอบผิด เราตอบถูก แต่มันผ่าน เราตกอ่ะ" "สภาทนายความแกล้ง

เด็กหรือปล่าวเนี้ย เด็กทำได้กลับให้ตกได้ไง" หรือมีคนพูดอื่นใดที่แสดงไปในทำนองเดียวกันนี้

วันนี้ผมอยากให้เปลี่ยนความคิดได้เลยนะครับ ลองคิดดูในทางความเป็นจริงนะครับว่า คนเราหากทำได้

จริงๆ ถูกต้อง สมบูรณ์ จะถึงกับว่าไม่ผ่านเชียวหรือครับ ซึ่งเรื่องนี้ผมก็เคยเจอผู้ที่เคยเข้าสอบมาบ่นตาม

เว็บบอร์ดต่างๆ จริงๆแล้วผมว่าไม่ใช่หรอกครับ สิ่งที่คุณมองว่าใช่อาจจะไม่ใช่ก็ได้ แน่นอนในขณะเดียว

กันสิ่งที่คุณมองว่าไม่ใช่มันอาจจะใช่ก็ได้

      ผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้เข้าสอบที่ตอนสอบครั้งแรกของผม ๆ คิดว่าผมทำได้แน่ๆ ทำถูก ทำได้ แม้ว่า
 
 จะผิดมากก็ตาม จะทำให้ถึงกับว่าไม่ผ่านเชียวหรือ แค่ 50 คะแนนเอง ผิดได้ตั้งครึ่งหนึ่งนะ ซึ่งปรากฎ

ว่าผลสอบออกมาผมก็ไม่ผ่านจริงๆ และในครั้งนั้น เล่นเอาผมถึงกับจิตตกไปช่วงหนึ่งเลยครับ แบบเสีย

ความมั่นใจตามไปด้วย ซึ่งหลังจากนั้นเองผมก็ได้ศึกษาหาวิธีการต่างๆในเนื้อหาที่เกี่ยวกับการ

สอบทนายความจากตำรานู่น ตำรานี่มั้ง จนตอนหลังผมก็สามารถทำข้อสอบได้ทั้งแบบรุ่นและแบบปี

ในคะแนนที่น่าพอใจครับ โดยผมลองมานึกย้อนวันที่ผมสอบครั้งแรกแล้วคิดว่าทำไมนะเราถึงสอบไม่

ได้ทั้งที่คิดว่าทำได้ ผมจึงค้นพบในข้อบกพร่องเหล่านี้ครับ

1.จำแนวคำตอบข้อสอบเก่ามาตอบโดยไม่เข้าใจในสิ่งนั้น ขาดการวิเคราห์ และจำคัดลอกมา

ใส่ในการสอบ ทั้งที่ข้อสอบที่สั่งให้ทำนั้น คลาดเคลื่อนจากข้อสอบเก่าที่เราจำมาตอบ เช่น จำ

มาว่าเวลาขอปิดหมาย ส่งหมาย อ้างถึงภูมิลำเนาจำเลยจำมาว่าต้องอ้างสำเนาทะเบียนบ้านเท่านั้น ทั้ง

ที่ข้อสอบรุ่นนั้นให้ส่งหมายไปถึงกรณีมีนิติบุคคลเป็นจำเลยด้วย หรือ เช่น มีจำเลยหลายคน จำในข้อ

สอบเก่าเขียนไปเขียนถึงจำเลยคนเดียว แบบนี้ เหมือนกับว่าไม่ได้คิด วิเคราะห์ในการทำข้อสอบเลย

2.ในการศึกษาจากข้อสอบเก่านั้น ดู ผ่านตา อ่านเอาเข้าใจจริง แต่ไม่เคยหัดเขียน หัดทำข้อสอบ

เก่าเลย จึงไม่ค่อยได้คิด ได้วิเคราะห์เลย แน่นอนพอมาเวลาสอบจริงก็นั่งใบ้กันสักพักกว่าจะได้ลง

มือเขียนไม่รู้จะเริ่มจากต้นจนจบอย่างไร แต่สุดท้ายก็แถมาได้จนจบและคิดว่าที่เราเขียนไปนี้ทำได้แน่

นอน ซึ่งเป็นการคิดว่าผ่านโดยไม่มีหลักประกันซะด้วย

3.คิดว่าในการทำข้อสอบเราเขียนมีหลักการเยอะ อ้างเอกสารท้ายฟ้อง เป็นทางการมาก ดังนั้นให้รู้สิว่า

จะถึงกับไม่ผ่าน ซึ่งจริงๆแล้วต่อมาผลสอบออกมาไม่ผ่านจริงด้วย เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่ครับ เขียนดีแค่

ไหน ถ้าผิดธง ผิดประเด็น ผิดทุกอย่างที่เขามีธงของเขาไว้แล้วครับ จบเลย!!

4.หลังสอบแชร์กับเพื่อนว่า นี่!!ตอบถูก ต้องตอบว่า........(ซึ่งความจริงที่บอกคำตอบถูกนั้นเอาคำ

ตอบตัวเองเองเป็นที่ตั้ง ทั้งที่จริง ธงของสภาฯยังไม่ออกเลย ก็เหมือนหลอกตัวเองนิดๆ อิอิ 

(-.-")) และ พอผลสอบออกมา เอ้ะ!! เพื่อนมันผ่านได้ไงอ่ะ มันตอบผิดแต่ผ่าน เราตอบถูกแต่ตก (ซึ่ง

บางทีเพื่อนอาจจะตอบถูกก็ได้ แต่เราก็สำคัญผิดว่าเพื่อนตอบผิด) นี้แหละปัญหา หรือ ไม่ก็บางที

แม้เพื่อนตอบผิดจริง แต่หากผิดประเด็นสัก 1 หรือ 2 ประเด็น และ มิใช่ประเด็นหรือเนื้อหาที่

สำคัญที่ทำให้ผิดมากและหักคะแนนมาก ก็ไม่ถึงกับทำให้ตกได้หรอกครับ หากที่เหลือทำได้

หมดถูกต้อง และขณะเดียวกันเองที่เราบอกว่าตอบถูก แม้ว่าความจริงถูกก็ตาม แต่ถ้าถูก

ประเด็นเดียว ถูกข้อเดียว ที่เหลือผิดไปหมด ปรนัยก็แทบไม่ได้แบบนี้ โอกาสตกซึ่งมีสูงมาก

5.ทางที่ดีที่สุดที่ทำให้ตาสว่าง ปัญญาเกิด ความเข้าใจ ความรู้แตกฉานได้ เป็นวิธีที่ผมแนะนำที่สุด คือ

ไปขอตรวจดูสมุดคำตอบของท่านที่สภาทนายความ เพราะท่านจะได้รู้ทุกอย่างว่าที่ท่านกล่าวอ้าง

ว่าทำได้ ทำถูก ทำดี ทำทุกอย่างที่กล่าวอ้างนะ จริงหรือไม่อย่างไร เพื่อที่ท่านจะได้รู้ความจริง ไม่ต้อง

หลอกตัวเอง ไม่ต้องด่าว่าสภาทนายไม่เป็นธรรม ตรวจข้อสอบมั่ว วิธีนี้ชัดเจนที่สุดในความเห็นผมนะ

ครับ

   ดังนั้นผมจึงเก็บประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังในฐานะคนที่เคยผ่านมาก่อนก็อาจมีประโยชน์กับใครหลาย

คนนะครับ จะได้เปลี่ยนแนวคิด หันมาเจอแสงสว่างใหม่ ผมเชื่อว่าคนเราหากรู้ข้อบกพร่องตัวเอง

แล้ว ย่อมแก้ไขได้ไม่ยาก เมื่อแก้ไม่ยากย่อมสำเร็จผลได้แน่ครับ ไม่มีใครหลอกครับที่รู้มาตั้งแต่

เกิดทุกอย่าง แม้แต่คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ทรงความรู้ ผู้รอบรู้ทุกอย่างก็ไม่ทุกอย่างจริงหรอกครับอย่าง

สำนวนที่ว่า "สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง" แล้วเหตุไฉนนักศึกษาสอบตั๋วทนายจะหลงผิด

บางประการมั้งไม่ได้จริงไหมครับ แต่ประเภทที่ไม่รู้ แต่อวดเก่งอวดฉลาดนะ แบบนี้ไม่เอานะครับ อิอิ

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

การเขียนหนังสือมอบอำนาจ

            แนะนำโดยทั่วไปว่า การเขียนหนังสือมอบอำนาจปกติแล้วในการสอบภาคทฤษฎีมีการเขียนใน

กระดาษคำตอบที่สำนักอบรมฯกำหนดมาให้อยู่แล้วไม่มีปัญหา แต่ในภาคปฏิบัตินั้นต้องเขียนในกระดาษ

เปล่าที่เขากำหนดมาให้เช่นเดียวกับหนังสือทวงถาม ซึ่งน่าจะเป็นกระดาษเปล่า F4 แต่เวลาหัดเขียนก็

หัดเขียน A4 ก็ได้ การเขียนหนังสือมอบอำนาจนั้นในการสอบส่วนใหญ่จะให้เขียนการมอบอำนาจให้

ร้องทุกข์หรือไม่ก็ฟ้องคดี ทางแพ่งและ/หรืออาญา ก็ต้องดูข้อเท็จจริงที่เขากำหนดให้มาในข้อสอบ ในที

นี้จะขอแนะนำแนวทางการเขียนหนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์และฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญา
     
                แน่นอนการเขียนหนังสือมอบอำนาจนั้นก็มีลักษณะบางส่วนคล้ายๆกับหลักเกณฑ์ของ

หนังสือทวงถามและสัญญา มีการลงชือด้วย ดังนั้นรายละเอียดของหนังสือมอบอำนาจได้แก่ ทำที่ไหน

วันที่ทำ รายละเอียดสัญญาว่าใครมอบอำนาจให้ใครทำอะไร และขอบเขตอำนาจที่มอบจำกัดให้ทำแทน

แค่ไหน เพราะหนังสือมอบอำนาจนั้น มีลักษณะเป็นสัญญาตัวแทนตัวการเหมือนกัน ขอแยกอธิบายเป็น

รายข้อดังนี้

1.ทำที่ไหน ส่วนนี้ก็มีการระบุไว้ที่มุมขวามกระดาษเป็นส่วนขึ้นต้นเช่นเดียวกับการร่างหนังสือทวงถาม

สัญญาต่างๆ โดยเขียนขึ้นตามสถานที่ทำหนังสือฉบับนี้

2.วันที่ทำ ในส่วนนี้ก็เหมือนกันเช่นเดียวกับการร่างหนังสือทวงถาม สัญญาต่างๆ ต้องเขียนวันที่ผู้มอบ

อำนาจได้มอบให้ผู้รับมอบอำนาจวันไหนก็เขียนไปจะกำหนดมาให้ในโจทย์อยู่แล้ว โดยเขียนเป็นส่วนที่

สองต่อจากส่วนทำที่ไหนในบรรทัดต่อไป บริเวณตรงกลาง

3.รายละเอียดต่างๆ ตรงนี้เป็นการเขียนถึงรายละเอียดของหนังสือมอบอำนาจว่า คนที่ต้องการมอบ

อำนาจในการร้องทุกข์หรือการฟ้องคดีนั้น ที่เรียกว่า "ผู้มอบอำนาจ" ต้องการที่จะให้คนที่ทำแทนที่เรียก

ว่า "ผู้รับมอบอำนาจ" นั้นให้ดำเนินการร้องทุกข์หรือฟ้องคดีแทน มีการจำกัดขอบเขตให้ทำแทนแค่ไหน

ซึ่งน่าจะกำหนดมาในข้อสอบและหากกำหนดมาก็เขียนตามที่มอบอำนาจให้มาตามที่กำหนดนั้น โดย

ส่วนใหญ่การเขียนรายละเอียดขึ้นต้นของหนังสือมอบอำนาจ มักจะเขียนขึ้นต้นว่า "ข้าพเจ้า ...........

........... อายุ...........อยู่บ้านเลขที่.................ขอมอบอำนาจให้(หรือขอแต่งตั้งให้)....................

.....อายุ...........อยู่บ้านเลขที่.................เป็นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินกิจการดังต่อไปนี้แทน

ข้าพเจ้าคือ............" ซึ่งจะเขียนกันโดยประมาณนี้ เพื่อความชัดเจนและความมีอยู่จริงของคนมอบและ

คนรับ และต่อมาก็จะระบุเป็นข้อๆไปว่าให้ทำแทนอะไรแค่ไหนโดยจะขอยกตัวอย่างในกรณีมอบอำนาจ

ให้ร้องทุกข์แทน เช่น "ร้องทุกข์และดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจกับ..........................

และ......................รวมทั้งบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของบุคคลทั้งสองดังกล่าวทั้งหมดที่ได้

กระทำความผิดอาญาต่อข้าพเจ้า เมื่อวันที่...............สถานที่................. ............ในข้อหา......

............... และให้มีอำนาจ ให้ถ้อยคำต่อหนักงานสอบสวน ถอนคำร้องทุกข์ รับและส่งเอกสาร ลงลาย

มือชื่อแทน และให้มีอำนาจดำเนินการใดๆอันเกี่ยวกับการร้องทุกข์ ทั้งนี้เพื่อดำเนินการแทนข้าพเจ้า จน

กว่าจะเสร็จการ" เป็นต้น หรือตัวอย่างการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแพ่งและอาญา หลักเกณฑ์ก็คล้ายๆกัน

เพียงแต่เป็นเรื่องที่ดำเนินการในชั้นศาล แต่เรื่องร้องทุกข์เป็นการดำเนินการในชั้นสอบสวน การให้ทำ

แต่ละอย่างก็อาจต่างกันไป แต่จุดประสงค์เดียวกันคือต้องการดำเนินคดีกับอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น "ฟ้องและ

ดำเนินคดีกับ........................ ในข้อหา.................... ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา และการกระทำอัน

เป็นเป็นละเมิดต่อศาลที่มีอำนาจ และให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปในทางจำหน่ายสิทธิของ

ข้าพเจ้าได้ เช่น การยอมรับรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอม

ความ การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา ทั้งนี้เพื่อดำเนินการต่างๆแทนข้าพเจ้า จนกว่าจะ

เสร็จการ" เป็นต้น ในกรณีตัวอย่างข้างต้นมีการจำหน่ายสิทธิ หากสังเกตุก็เขียนเหมือนในใบแต่งทนายที่

ให้ท่านรับบทเป็นทนายเขียนอำนาจในการจำหน่ายสิทธิของลูกความ ทั้งนี้เป็นแค่ตัวอย่างเบื้องต้นที่ชี้

แนะให้ทราบ
         
         เมื่อได้เขียนรายละเอียดขอบเขตอำนาจที่มอบเสร็จแล้ว ย่อหน้าใหม่ก็จะเขียนว่า "การใดที่ผู้รับ

มอบอำนาจได้กระทำไปภายในขอบเขตหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ ให้ถือเสมือนหนึ่งว่าข้าพเจ้าได้

กระทำเองทุกประการ เพื่อเป็นหลักฐาน จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน" หลังจากนั้นก็มี

การลงชื่อ ผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจ และ พยาน 2 คน เป็นอันว่าจบ ซึ่งอย่างที่ได้บอกว่าหลัก

เกณฑ์ก็คล้ายๆกับการเขียนหนังสือทวงถามและสัญญาต่างๆ ที่มีทำที่ไหน ลงวันที่ รายละเอียด และ

ตอนท้ายลงชื่อ ซึ่งเชื่อว่าหากได้ทำความเข้าใจ หาหลักแนวคิดและหัดทำข้อสอบเก่าโดยหัดเขียน

บ่อยๆ ก็จะเขียนได้ไม่ยาก ดังนั้นตัวอย่างต่างๆแนะนำให้ดูจากข้อสอบเก่าของ สำนักฝึกอบรมฯและ

อ่านหนังสือของทางสำนักฝึกอบรมฯด้วยนะครับ จะได้ผลสมบูรณ์แบบ

วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556

หลักการเขียนหนังสือทวงถาม

                  แน่นอนว่าในการสอบใบอนุญาตว่าความนั้น การออกสอบคงไม่พ้นการเขียนหนังสือทวง

ถามบอกกล่าวหรือที่เรียกว่า "โนติส"  ซึ่งจริงๆแล้วในทางปฏิบัติ หนังสือทวงถามมีความจำเป็นมาก

เพราะเป็นการเตือนให้ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ภายในเวลาใด หากไม่ชำระจะใช้สิทธิทางศาลและถือว่า

หนังสือทวงถามก็เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งเหมือนกัน ดังนั้น โดยปกติในการสอบจึงขาดไม่ได้เลยที่ออก

สอบในส่วนนี้ ในทีนี้จะแนะนำการร่างการเขียนพอให้เห็นภาพ ซึ่งใช้ได้ในการเขียน ทั้งการสอบประเภท

รุ่น(ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ)และประเภทปีด้วย ซึ่งมีหลักเกณฑ์พอสังเขปดังนี้

          การเขียนหนังสือทวงถามโดยปกติแล้วจะประกอบด้วยการเขียน ทำที่ไหน วันที่เขียน เรื่องอะไร

 เรียนถึงใคร และการถึงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้ลูกหนี้และต่อมาเกิดเหตุอะไรขึ้นผิดนัดหรือไม่ชำระ

หนี้อะไรพร้อมต้องการให้ลูกหนี้ทำอะไรตามหนังสือทวงถาม สุดท้ายก็ลงชื่อทนายที่รับมอบอำนาจ

(ก) ทำที่ไหน เป็นการเขียนว่าสถานที่ทำการเขียนหนังสือทวงถามนั้นเขียนที่ไหน สถานที่นี้อาจเป็น

สถานที่ติดต่อกลับมาภายหลังได้ ซึ่งส่วนใหญ่ หากเป็นการสอบ จะทำที่สำนักงานของทนายความที่ให้

เรารับบทเป็นทนายนั้นเอง เช่น สำนักงานกฎหมายรักความดี เลขที่ 2 ซอยรามคำแหง 53 แขวง

หัวหมาก เขตบางกะปิ กทม เป็นต้น ซึ่งในการเขียนส่วนนี้ต้องเขียนมุมขวามือของกระดาษ จะมีให้ดู

ตัวอย่างตอนท้าย

(ข) วันที่เขียน ส่วนนี้เป็นการเขียนวันที่เขียนหนังสือทวงถามให้ลูกความว่าเขียนตั้งแต่เวลาใด ในตรงนี้

ไม่มีปัญหา เช่น วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้น

(ค) เรื่องอะไร อันนี้เป็นการบอกถึงเรื่องที่ต้องการให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามหนังสือทวงถามนี้ ต้องบอกว่า

เป็นเรื่องอะไร สมมติถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับกู้ยืมเงินเขามาแล้ว บิดพริ้วไม่ชำระก็มีหนังสือทวงถามไปถึง

เรื่อง ขอให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ หรือ ถ้าเป็นกรณีที่ไปทำละเมิดเขาทำให้เขาบาดเจ็บ เสียหายแก่ร่าง

กาย อย่างนี้ก็เป็นเรื่องขอให้ชำระค่าสินไหมทดแทน เป็นต้นทั้งนี้ต้องดูว่าเป็นการให้ชำระหนี้เรื่องอะไร

(ง) เรียนถึงใคร การเขียนส่วนนี้เป็นการระบุชื่อลูกหนี้ที่ท่านต้องรู้แน่นอนว่าเขียนถึงใครเพื่อให้เขา

ปฏิบัติตามหนังสือทวงถาม ซึ่งอาจมีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ หรืออาจเป็นนิติบุคคลมีผู้แทนเป็นผู้

จัดการ ก็เขียนมาให้หมด เช่น เรียน นายมากหนี้ ทนอึด,นายร่วมด้วย ช่วยกัน,บริษัทตัวแม่สร้างหนี้

 จำกัด โดย นายซบบัด สินหนี้ กรรมการผู้จัดการ เป็นต้น

(จ) ต่อไปเป็นการบรรยายในส่วนเนื้อหาของหนังสือทวงถามตรงนี้ขอบอกว่าต้องบรรยายถึงความ

สัมพันธ์ก่อนระหว่างตัวลูกความกับตัวลูกหนี้ของลูกความมีส่วนอะไรเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเพราะจะเป็น

เหตุทำให้ตัวความเกิดสิทธิเรียกร้องหรือสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามได้ ซึงส่วนใหญ่

มักจะขึ้นต้นด้วยคำว่า ตามที่ท่าน......... ดังนั้นสมมติว่า ท่านต้องการทำคดีกู้ยืมเงินให้ลูกความท่านก็

อาจจะเขียนว่า ตามที่ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากนายโปร่งใส สุจริต เป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท เมื่อ

วันที่ 5 มีนาคม 2556 ตกลงชำระดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ดอกเบี้ยชำระเดือนละครั้งทุกวัน

ที่1-5 ของทุกเดือน กำหนดชำระหนี้เงินต้นภายใน 2 ปี และท่านเองก็ได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้วในวันทำ

สัญญา ซึ่งท่านเองก็ทราบดีอยู่แล้ว เป็นต้น นี่คือการเขียนถึงความสัมพันธ์ของลูกความท่านกับลูกหนี้

ของลูกความ จะเห็นว่าส่วนนี้จะคล้ายหรือเหมือนกันกับในคำฟ้องแพ่งที่ได้แนะนำไปแล้วในส่วนนิติ

สัมพันธ์ ในส่วนนี้จึงต้องเขียนอธิบายซักซ้อมความเข้าใจให้แก่ลูกหนี้ เมื่ออธิบายส่วนนี้แล้วต่อไปก็จะ

เป็นการบอกว่าต่อมาเกิดอะไรขึ้นมีเหตุอะไร เช่นเกิดเหตุการผิดนัด ไม่ชำระหนี้ ผิดสัญญา ก็บอกไปว่า

เช่นในกรณีสัญญากู้ยืม "ปรากฎว่าท่านได้ชำระหนี้ได้มา 2 เดือน ต่อมาท่านได้ผิดนัดไม่ชำระหนี้มาเป็น

เวลาติดต่อกันแล้ว 3 เดือนจึงถือว่าท่านผิดสัญญา" เป็นต้น การบรรยายส่วนนี้เป็นการบอกถึงลูกหนี้ว่า

ลูกหนี้บิดพริ้ว ผิดนัดไม่ชำระหนี้ จึงเป็นเหตุที่นำไปสู่ให้ท่านทำหนังสือทวงถามนี้ไปถึงลูกหนี้ให้ปฏิบัติ

ตามนั้นเองในส่วนเนื้อหาส่วนสุดท้ายนี้เป็นการเขียนสิ่งที่ท่านในฐานะทนายต้องการให้ลูกหนี้ของตัว

ความทำอะไร ก็อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ต้องดูว่าเป็นเรื่องอะไรก่อน เช่นหากเป็นเรื่องผิดสัญญา ก็ขอให้

ลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญา ทำละเมิดก็ขอให้ลูกหนี้ชำระค่าสินไหมทดแทน เป็นต้น มักจะเขียนว่า "ข้าพเจ้า

ในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนาย...........จึงมีหนังสือมาเพื่อให้ท่านได้นำเงินจำนวน .......

...........บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี มาชำระให้แก่นาย...........ภายใน 15 วัน นับแต่

วันที่ท่านได้รับหนังสือฉบับนี้ มิฉะนั้นข้าพเจ้ามีความจำเป็นที่ต้องดำเนินคดีกับท่านตามกฎหมายต่อไป

" เมื่อจบตรงนี้แล้ว ก็ขึ้นบรรทัดใหม่ เขียนว่า ขอแสดงความนับถือ/ด้วยความเคารพ ประมาณขวามือ

กระดาษไม่ชิดมาก บรรทัดต่อมาก็ลงชื่อทนายความรับมอบอำนาจ ก็จบหนังสือทวงถาม ซึ่งหนังสือทวง

ถามหากเข้าใจหลักเกณฑ์เบื้องต้นแล้วไปหัดดูตัวอย่างและหัดเขียน เชื่อว่าน่าจะไม่มีปัญหาแน่นอนใน

การสอบครับ

***** คำแนะนำเพิ่มเติม ในการเขียนหนังสือทวงถามมีข้อสังเกตุว่าบางคดีนั้นอาจมีการเขียนเพิ่ม

 เติมไปจากที่แนะนำอีก แต่ก็ไม่มีปัญหาอย่างเช่น มีการเขียนอ้างอิงจากอะไร หรือ สิ่งที่ส่งมาด้วย มี

ความจำเป็นต้องอ้างหรือส่งมา ประกอบหนังสือทวงถาม เช่นในเรื่องของสัญญาประกันภัยที่ลูกความให้

ท่านทำหนังสือทวงถามไปถึงบริษัทประกันภัย จึงจำเป็นต้องอ้าง อ้างถึง กรมธรรณ์ประกันภัยเลขที่

เท่าใดเป็นต้นซึ่งเขียนบรรทัดต่อมาจากเรียนถึงใคร หรือ กรณีสิ่งที่ส่งมาด้วยก็หลักเกณฑ์เดียวกัน ต้องดู

เป็นเรื่องๆไป

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

แนวทางการสอบเป็นทนายความ 3 (ภาคทฤษฎี)

ตัวอย่างจากการร่างคำฟ้องคดีแพ่งนั้น สามารถไปดูได้ที่รวมข้อสอบเก่าของสำนักฝึกอบรมฯได้ ซึ่ง

จำหน่ายที่สภาทนายความ ไว้ใช้ประกอบดูหนังสือวิชาว่าความอื่นๆได้ ต่อไปจะเป็นการแนะนำการร่าง

ฟ้องคดีอาญาซึ่งมีหลักการที่แตกต่างกันอยู่กับคำฟ้องแพ่ง

 การร่างฟ้องคดีอาญา ในคดีอาญาถ้าพูดในแง่ของการสอบนั้นย่อมเห็นได้ว่ามีการให้คะแนนที่น้อย

กว่าฟ้องแพ่งเยอะและการบรรยายฟ้องค่อนข้างที่จะไม่ยากเท่ากับฟ้องแพ่งมากนักทั้งนี้การบรรยายฟ้อง

โดยทั่วไปแล้ว ข้อสอบจะกำหนดตัวบทมาตรากฎหมายมาให้ปรับใช้ได้เลย และบรรยายการฟ้องใน

ลักษณะย่อความรัดกุม ได้ใจความ เข้าใจชัดเจน แต่ต้องทำความเข้าใจกับฟ้องอาญาในส่วนต่างๆว่าแต่

ละส่วนเขียนอะไรอย่างไร ซึ่งจะแนะนำให้ทราบดังนี้

ในส่วนแรก ในส่วนนี้จะเหมือนกับฟ้องแพ่งคือฐานะคู่ความที่จะต้องบรรยาย เว้นแต่บางกรณีซึ่งไม่ต้อง

บรรยายเหมือนฟ้องแพ่ง รายละเอียดดูได้ตามที่ผมได้อธิบายไว้ในฟ้องแพ่ง

ในส่วนที่สอง ในส่วนนี้จะบรรยายถึงพฤติการณ์ต่างๆว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น บรรยายถึง การกระทำ

ทั้งหลายของจำเลยซึ่งได้กระทำผิด เวลา สถานที่กระทำผิด รวมทั้งบุคคล สิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยตาม

สมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อได้ดี โดยทั่วไปมักจะนิยมเขียนว่า "เมื่อวันที่............เวลา........

จำเลยได้บังอาจกระทำความผิดต่อกฎหมาย กล่าวคือ................................................." ซึ่งราย

ละเอียดต่างๆ จะกำหนดมาให้ในข้อสอบต้องดูข้อเท็จจริงและเรียบเรียง ย่อความให้ดีๆ ซึ่งสามารถดูได้

จากข้อสอบเก่าต่างๆจะได้เห็นภาพมากขึ้น ซึ่งคิดว่าไม่น่ามีปัญหาในส่วนนี้

ในส่วนที่สาม เป็นการบรรยายต่อจากส่วนที่สองกล่าวคือเมื่อได้ อธิบายว่าเมื่อวันที่เท่าใดเวลาไหน

จำเลยทำอะไร อย่างไร ยังไง แล้ว ในส่วนนี้เป็นการบรรยายว่าการกระทำของจำเลยที่บรรยายมานั้น ผิด

ต่อกฎหมายอะไรเข้าข่ายความผิดข้อหาหรือฐานความผิดอะไรซึ่งตรงนี้จะมีการกำหนดมาให้ในข้อสอบ

โดยมักจะเขียนว่า "การกระทำของจำเลยเป็นการ............(อธิบายตามตัวบทกฎหมาย)..............ซึ่ง

ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นความผิดต่อกฎหมาย"

                หลังจากนั้นก็ขึ้นบรรทัดใหม่บรรยายถึงเหตุเกิดในคดีนี้ด้วยว่าเกิดขึ้นที่ไหน เพื่อแสดงถึง

เขตอำนาจศาลว่าคดีนี้เกิดที่ไหนก็อยู่ในอำนาจของศาลนั้นตามหลักที่ว่า ศาลท้องที่ๆความผิดนั้นเกิดมี

อำนาจชำระคดี เขียนว่า"เหตุเกิดที่ แขวง............เขต..............กรุงเทพมหานคร" และบรรทัดต่อมาก็

บรรยายคดีนี้มีการร้องทุกข์หรือไม่ ถ้ามีก็บรรยายว่า"โจทก์ได้ร้องทุกข์ไว้ต่อพนักงานสอบสวน สถานี

ตำรวจ............รายละเอียดปรากฎตาม................." แต่หากไม่มีการร้องทุกข์ก็บรรยายว่า"โจทก์มิได้

ร้องทุกข์ไว้ต่อพนักงานสอบสวน เพราะประสงค์จะดำเนินคดีเอง" และทิ้งท้ายด้วยบรรทัดใหม่ทางริม

ขวาว่า "ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด"

       ตัวอย่างฟ้องอาญาสามารถศึกษาได้จากหนังสือรวมข้อสอบเก่าได้ ผมเพียงชี้แนะแนวทางให้ และ

หลักการคิดพอสังเขป ซึ่งหลักๆแล้วก็แนะนำให้ศึกษาค้นคว้าจากหนังสือต่างๆที่มีผู้เขียนต่างๆทำขึ้น ใน

ส่วนฟ้องอาญาไม่มีปัญหามาก ผมขอจบตรงนี้


แนวทางการสอบเป็นทนายความ 2 (ภาคทฤษฏี)


โดยหลักแล้ว การร่างฟ้องคดีแพ่ง ถ้าศึกษาจากคู่มือ หนังสือ ตำราต่างๆ จะเห็นว่ามีสาระสำคัญใน

การเขียนฟ้องคือ แบ่งออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ คือ

-ส่วนแรก เป็นการบรรยายถึงฐานะหรือสถานะพิเศษของคู่ความคือโจทก์หรือจำเลยซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยว

โยงกับส่วนที่สองและสาม ต้องบรรยายให้ทราบก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นใคร มีฐานะหรือสถานะ

อย่างไร อันจะทำให้เข้าใจก่อนที่จะไปเกริ่นเข้านิติสัมพันธ์ อาทิ

1.1 โจทก์หรือจำเลยเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วน

จำกัด ต้องบรรยายด้วย ตัวอย่าง โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนถูกต้อง

ตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าขายอาหารและเครื่องดื่ม มีนาย ซื่อดี จิงใจ เป็นกรรมการ

ผู้จัดการมีอำนาจในการลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนโจทก์ได้ รายละ

เอียดปรากฎตามหนังสือรับรองฯเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 เป็นต้น

       จากตัวอย่างสังเกตุว่าต้องอ้างหลักฐานประกอบด้วยเป็นหนังสือรับรองว่า มีการจดทะเบียนจริงถูก

ต้องตามกฎหมาย

1.2 โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้หย่อนความสามารถตามกฎหมาย ได้แก่ ผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถหรือ

คนเสมือนไร้ความสามารถโดยทั่วไปต้องให้บุคคลที่มีสิทธิทำแทนเป็นคนฟ้องหรือต้องได้รับความ

ยินยอมจากบุคคลที่ดูแลตามกฎหมาย กล่าวคือ ผู้เยาว์มีผู้แทนโดยชอบธรรม คนไร้ความสามารถมีผู้

อนุบาล คนเสมือนไร้ความสามารถมีผู้พิทักษ์ เป็นผู้ฟ้องแทน ตัวอย่าง โจทก์เป็นผู้เยาว์มี นายชายชาติ

รักดี เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมและเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย รายละเอียดปรากฎตามสำเนาสูติบัตร

และใบสำคัญการสมรสของบิดามารดาโจทก์ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข1-2 เป็นต้น

 1.3 โจทก์หรือจำเลยได้มอบอำนาจให้บุคคลอื่นฟ้องแทนต้องบรรยายด้วยเพื่อจะได้ทราบว่าโจทก์

ให้ดำเนินการฟ้องและดำเนินคดีแทนพร้อมอ้างหลักฐาน เช่น คดีนี้โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายช่วงสิทธิ

สืบสาน เป็นผู้รับมอบอำนาจในการฟ้องและดำเนินคดีแทน รายละเอียดปรากฎตามสำเนาหนังสือมอบ

อำนาจเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 เป็นต้น

1.4 โจทก์หรือจำเลย เป็นเจ้าของทรัพย์สินใดทรัพย์สินหนึ่งซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีโดย

ตรง หรือเป็นทรัพย์สินที่พิพาท ต้องอ้างความเป็นเจ้าของด้วยโดยหลักแล้วถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริม

ทรัพย์ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์สินที่มีการจดทะเบียนต้องอ้างพร้อมหลักฐาน ตัวอย่าง โจทก์เป็นเจ้าของมี

กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่........เลขที่ดิน.....................................รายละเอียดปรากฎตาม

สำเนาโฉนดที่ดินเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 เป็นต้น

                 นอกจากนี้ยังมีกรณีอื่นอีกนอกจากนี้ เป็นเพียงตัวอย่างที่ยกให้เห็นโดยทั่วไปเท่านั้น อย่าง

กรณีที่โจทก์หรือจำเลยมีสถานะพิเศษ ที่ต้องบรรยายให้ทราบเพราะมีผลต่อความเสียหาย เช่น คดีหมิ่น

ประมาทย่อมทำให้ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นคนมีเกียรติของสังคมเสียหายมาก อย่างนักร้องชื่อดัง ดารา

นางงามระดับจังหวัด เป็นต้น ต้องบรรยายให้ทราบด้วย

***ข้อสังเกตุ ไม่ต้องบรรยายในส่วนนี้ก็ได้ หากไม่มีความสำคัญที่ต้องอธิบายเรื่องฐานะคู่ความ ซึ่งเป็น

เรื่องที่ข้ามไปอธิบายในส่วนที่สองนิติสัมพันธ์ได้เลย

-ส่วนที่สอง เป็นการบรรยายในส่วนของนิติสัมพันธ์ซึ่งเป็นการบรรยายในเรื่องของความสัมพันธ์ ที่มา

ความเกี่ยวข้องของคู่ความกันหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย ในทางข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพื่อนำ

ไปสู่ประเด็นเหตุแห่งการโต้แย้งสิทธิ ตาม ป.วิแพ่ง มาตรา 55 ดังนั้น ในส่วนที่แรกที่ได้อธิบายไปแล้ว

ข้างต้นก็อาจจะไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ แต่นิติสัมพันธ์นั้นโดยหลักต้องมีเพื่อไปนำไปสู่การวินิจฉัยถึง

การโต้แย้งสิทธิ เว้นแต่ในเรื่องของละเมิดที่เป็นกรณีที่เกิดเหตุโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้น โดยไม่จำ

เป็นต้องมีนิติสัมพันธ์กันมาก่อนจึงไม่จำเป็นต้องบรรยายส่วนนี้ก็ได้ ในส่วนของนิติสัมพันธ์นั้นมัก

จะออกสอบเรื่องนิติกรรมสัญญา ซึ่งต้องมีการบรรยายถึงนิติสัมพันธ์ หรือมีเรื่องอื่นๆที่มีการโต้แย้งสิทธิ

ซึ่งต้องมีการบรรยายถึงนิติสัมพันธ์ก่อน

ตัวอย่างการบรรยายถึงนิติสัมพันธ์ก่อนนำไปสู่การโต้แย้งสิทธินั้น เช่น   "เมื่อวันที่...............จำเลยได้

ตกลงทำสัญญาซื้อรถยนต์จากโจทก์ในราคา 800,000 บาท โดยมีการตกลงในสัญญาซื้อขายว่า "ข้อ4

ผู้ขายจะดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่ผู้ซื้อ เมื่อผู้ซื้อได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว" และสัญญา "ข้อ

2 ผู้ซื้อตกลงชำระราคารถยนต์โดยผ่อนชำระเป็นงวดๆละ 50,000 บาทต่อเดือน โดยชำระทุกวันที่ 1-5

ของทุกเดือน......" รายละเอียดปรากฎตาม...............เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข..........

                         ปรากฎว่าจำเลยได้ชำระราคารถยนต์มาตลอดทุกเดือนเป็นจำนวน 700,000 บาท

เหลือหนี้ที่จำเลยต้องใช้เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท แต่จำเลยไม่ได้ชำระราคาที่เหลือ โดยผิดนัด

ชำระราคาเป็นเวลา 2 เดือน รายละเอียดปรากฎตาม............เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข.............ต่อ

มาจำเลยได้เรียกร้องให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนให้แก่จำเลย"

             จากตัวอย่างจะเห็นว่าเป็นการบรรยายถึงความสัมพันธ์ของคู่ความว่าทำอะไรต่อกัน อย่างไร มี

หลักฐานอะไรประกอบ และเกิดอะไรขึ้น ซึ่งต้องบรรยายให้เข้าใจ ชัดเจน และประติประต่อด้วย ซึ่งข้อ

เท็จจริงดังกล่าวผมได้ตั้งขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่าการบรรยายนิติสัมพันธ์นั้นเป็นอย่างไร เมื่อบรรยายใน

ส่วนนี้แล้ว ต่อไปจะเป็นการบรรยายเหตุแห่งการโต้แย้งสิทธิว่า ได้รับความเสียหาย โต้แย้งสิทธิแก่โจทก์

อย่างไร

-ส่วนที่สาม เป็นการบรรยายถึงเหตุแห่งการโต้แย้งสิทธิว่าโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร หรือจำเลย

ผิดสัญญาอย่างไร จำเลยละเมิดโจทก์อย่างไร เป็นต้น ซึ่งอย่างที่ได้อธิบายมาแล้วต้องมีการบรรยายถึง

นิติสัมพันธ์ระหว่างคู่ความก่อน จึงมาอธิบายส่วนนี้ ยกเว้นเรื่องละเมิดนั้นอาจไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันเ

เพราะเรื่องละเมิดนั้นคู่ความไม่ได้มีนิติสัมพันธ์กันมาก่อน เมื่อเกิดเหตุละเมิดขึ้นจึงถือว่าถูกโต้แย้งสิทธิ

ทันที ดังนั้น ตัวอย่างการบรรยายการโต้แย้งสิทธินั้น จะขอยกตัวอย่างให้ดูต่อจากตัวอย่างส่วนที่สองดัง

นี้

         "การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียเนื่องจากไม่

ได้รับการชำระหนี้จากจำเลยในงวดที่เหลือ และ สัญญาซื้อขายรถยนต์ดังกล่าวเป็นสัญญามีเงื่อนไข

กรรมสิทธิ์ย่อมไม่โอนไปยังจำเลย จนกว่าจำเลยจะได้ชำระเงินครบถ้วน โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องไปจด

ทะเบียนให้แก่จำเลยแต่อย่างใด ดังนั้น.................."

         ที่ยกตัวอย่างให้เห็นแบบนี้เพื่อจะได้เห็นว่าทำไมถึงโจทก์ถึงถูกโต้แย้งสิทธิได้ ซึ่งสืบเนื่องมาจาก

ส่วนที่สองที่ได้อธิบายไว้แล้วว่ามีนิติสัมพันธ์ต่อกันอย่างไร แล้วต่อมาทำไมถึงมีการต่อแย้งสิทธิกันได้

กรณีที่ยกตัวอย่างให้เห็นโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิโดยการที่จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ส่วนที่เหลือซึ่งก่อให้

เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะมาขอให้ศาลมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งหรือเรียกค่าเสียหายได้ ซึ่งจะได้อธิบายต่อ

ไป กรณีนี้โจทก์อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ หากมีการวางมัดจำหรือมีข้อสัญญาเบี้ยปรับ ก็อาจจะริบ

ได้ทั้งหมดตามสัญญา เป็นต้น

-ส่วนที่สี่ เป็นการบรรยายในส่วนที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งหรือเรียกค่าเสียหาย

ต่างๆซึ่งตรงนี้ต้องดูว่าถูกโต้แย้งสิทธิเรื่องอะไรเสียหายเรื่องอะไรจากส่วนที่สาม จึงมาบรรยายในส่วนนี้

ว่าต้องการอะไร ซึ่งตรงนี้ตามข้อสอบจะกำหนดมาให้ในข้อเท็จจริงว่าต้องการขอให้ศาลทำอะไร โดย

หลักๆแล้วจะเป็นเรื่องของการเรียกค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ละเมิด นิติกรรม

สัญญาหรือเรื่องอื่นๆมักจะขอให้ชำระค่าเสียหาย หรือ ค่าสินไหมทดแทน หรือ ชำระหนี้ต่างๆ พร้อม

ดอกเบี้ยซึ่งตรงนี้ จะแนะนำถึงการคิดค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยพอสังเขปเพื่อให้รู้หลักแนวการคิด

               สมมติว่ามีคดีหนึ่งโจทก์ต้องการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการที่อีกฝ่าย

หนึ่งทำละเมิดการคิดค่าเสียหายในเหตุละเมิดนั้น สามารถคิดดอกเบี้ยได้จากวันที่ทำละเมิดว่าเสีย

หายอย่างไร ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลไปเท่าใด เสียหายจากการที่ไปทำงานไม่ได้ ค่าเสียหายอื่นๆอันมิ

ใช่ตัวเงิน ทั้งนี้ลองศึกษาดูตาม ป.พ.พ. มาตรา 443-446 เมื่อได้ค่าเสียหายที่แน่นอนแล้วมีสิทธิเรียก

ดอกเบี้ยได้ซึ่งดอกเบี้ยนี้มีสิทธิคิดได้นับแต่วันที่จำเลยทำละเมิดโจทก์ซึ่งหมายความว่า โจทก์มีสิทธิคิด

ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด เช่น จำเลยทำละเมิดโจทก์วันที่ 1 มกราคม 2556 สมมติ

ค่าเสียหาย 5,000 บาท โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตตราร้อยละ 7.5

ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ทำละเมิด เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ๆจึงมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยเมื่อวันที่

15 มกราคม 2556 ให้ชำระหนี้ภายใน 15 วัน ต่อมาไม่ชำระหนี้ จึงนำคดีมาฟ้องศาลเมื่อวันที่ 5

กุมภาพันธ์ 2556 เช่นนี้การคิดดอกเบี้ยเริ่มนับตั้งแต่วันทำละเมิดคือวันที่ 1 มกราคม แต่ไม่ชำระค่า

เสียหายพร้อมดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจึงคิดถึงวันฟ้อง คือวันที่ 5 ที่โจทก์นำฟ้องเป็นเวลา 35 วัน ดอกเบี้ยก็

คิดเป็น 1เดือนกับอีก 5 วัน และค่าเสียหายอีก 5,000 บาท เป็นต้น

                 กระผมขอแนะนำในส่วนนี้ให้สังเกตุได้จากข้อสอบเก่าของสภาทนายความจะได้เห็น

ตัวอย่างเห็นภาพมากกว่าเพราะจะมีข้อเท็จจริงที่ละเอียดกว่าและสมบูรณ์มากกว่า โดยเฉพาะเรื่องการ

คำนวณดอกเบี้ยการคิดค่าเสียหายว่า ให้ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป หรือ  

นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ต้องดูดีๆ หากคิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง แสดงว่า มี

การคิดดอกเบี้ยก่อนหน้าซึ่งอาจเป็นการคิดดอกเบี้ยซึ่งมีการตกลงให้คิดได้ตามสัญญา หรือ  

ดอกเบี้ยอันเกิดจากการผิดนัด จึงคิดมาถึงวันฟ้อง รวมต้นเงิน กลายเป็นยอดเงินใหม่ที่ต้องชำระ

และ ให้ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินเก่านับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป แต่หากไม่มีกาารคิดดอกเบี้ยก่อน

หน้า ก็จะเริ่มคิดนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปเลยโดยหลักแล้ว อันนี้ต้องศึกษาจากข้อสอบเก่าเยอะๆและ

ทำความเข้าใจได้ ซึ่งหลังจาก ที่ได้บรรยายส่วนต่างๆมาพอสมควรแล้ว ตอนท้ายก็ต้องบรรยายถึง

การทวงถามไปยังจำเลยว่ามีการทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้วจริงพร้อมอ้างหลักฐานเช่น

"อนึ่ง โจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยเพื่อให้ชำระหนี้แล้วเมื่อวันที่

.......... ปรากฎว่าจำเลยได้รับแล้ว แต่ก็เพิกเฉยไม่เคยนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด รายละ

เอียดปรากฎตาม สำเนาหนังสือทวงถามพร้อมใบตอบรับของบริษัทไปรษณีย์ไทยจำกัดเอกสารท้ายคำ

ฟ้องหมาย เลข............ " เป็นต้น หลังจากนั้นจึงบรรยายอารัมภบทปิดท้ายว่า "โจทก์ไม่มีทางอื่นใด

ที่จะบังคับกับจำเลยได้จึงต้องนำคดีมาฟ้องเพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่งบังคับกับจำเลยต่อไป
                                                           
                                                                               ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด"




ติดตามต่อ ---------->>>>> แนวทางการสอบเป็นทนายความ 3 (ภาคทฤษฏี)

วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556

แนวทางการสอบเป็นทนายความ 1 (ภาคทฤษฎี)

                    ตามปกติแล้วการสอบทนายความในประเทศไทยนั้น ผู้ที่จะสอบเข้าเป็นทนายความจะ

ต้องมีคุณสมบัติตามที่สภาทนายความกำหนด ซึ่งแน่นอนว่าโดยทั่วไปต้องสำเร็จการศึกษานิติศาสตร

บัณฑิตก่อน ในการจัดการการสอบทนายความหรือที่รู้จักกันในหมู่คนทั่วไปว่า "ตั๋วทนาย"ซึ่งมีการจัด

สอบโดยสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความ ทางสำนักฝึกอบรมฯได้แบ่งการสอบออกเป็น

2 ประเภท ได้แก่ การสอบประเภทรุ่นที่เรียกว่า "ตั๋วรุ่น" และอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า "ตั๋วปี" ในทีนี้จะ

ข้ามรายละเอียดที่มาของ 2 ประเภทนี้ ซึ่งสามารถหาข้อมูลได้ตามบอร์ดหรือเว็บไซต์ต่างๆ ได้ ผมจะ

แนะนำให้เฉพาะแนวทางในการสอบให้เป็นวิทยาทานครับ

     -ในการสอบใบอนุญาตให้เป็นทนายความประเภทรุ่นนั้น ในส่วนของภาคทฤษฎี ทางสำนักฝึก

อบรมฯ ได้ออกสอบโดยการเขียนตอบในสมุดคำตอบซึ่งมิใช่แบบฟอร์มของศาล ในการสอบจึงต้อง

ตอบเฉพาะเนื้อหาอย่างเดียวเท่านั้น (ไม่มีการกรอกรายละเอียดต่างๆ เหมือนแบบพิมพ์ศาล เช่น

กรอกชื่อคู่ความ กรอกที่อยู่ของคู่ความ หรือ กรอกที่อยู่ทนายในส่วนคำร้อง\แถลง\ขอ ต่างๆ เป็นต้น)

ซึ่งผมจะแนะนำให้ผู้ที่จะสอบอ่านหนังสือ ตำราต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสอบ ต้องศึกษาโดยใช้

ความเข้าใจและความจำ ไม่แนะนำให้ใช้วิธีจำเพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้ไม่เข้าใจหรือรู้เกี่ยวกับที่

มาหรือวัตถุประสงค์ในสิ่งที่เราเขียน เพราะการสอบนั้นสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ด้วย การศึกษาที่ดี

ควรทำความเข้าใจและจำควบคู่กันไป เช่น คำร้องต่างๆ ที่ยื่นต่อศาลโดยทั่วไป จะมีสามส่วนในการ

เขียนกล่าวคือ

 -ส่วนแรก ต้องรู้ว่าคดีนี้อยู่ระหว่างทำอะไร อาทิ อยู่ระหว่างการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง คดีนี้

ศาลนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่............ ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่............(คดีอาญา) โจทก์ยื่นฟ้อง

ต่อศาลในวันนี้ ฯลฯ

-ส่วนที่สอง เป็นการบรรยายถึงเหตุแห่งการยื่นคำร้องว่าทำไม มีเหตุอะไรที่ยื่น เช่น

ต้องการที่จะให้ศาลมีคำสั่งปิดหมายโดยทำเป็นคำแถลง ก็บรรยายเหตุที่ยื่นคำแถลงนี้ว่า เนื่องจาก

จำเลยมีภูมิลำเนาที่แน่อนตามฟ้องโจทก์ ปรากฎตามสำเนาทะเบียนราษฏรเอกสารท้ายคำแถลง หรือ

ต้องการให้ศาลออกหมายเรียกทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ก็ต้องบรรยายเหตุแห่งการยื่นว่า

เนื่องจากจำเลยได้เสียชีวิตเมื่อวันที่.........โดย.........โจทก์ทราบว่า นาย/น.ส./นาง............เป็น

ภรรยา/สามี ฯ ของจำเลยผู้ตายปรากฎตาม.......... เป็นต้น

-ส่วนที่สามนั้น สืบเนื่องมาจากส่วนที่สองเหตุแห่งการยื่นคำร้องต่างๆ เมื่อบรรยายแล้วต้องการให้ศาล

มีคำสั่งอะไรหรืออนุญาตให้ตามคำร้องหรือไม่ ต้องบรรยายในส่วนนี้ส่วนที่สาม เช่น ตัวอย่างตาม

ส่วนที่สองต้องการที่จะให้ศาลมีคำสั่งปิดหมายโดยทำเป็นคำแถลง ก็บรรยายเหตุที่ยื่นคำแถลงนี้ว่า

เนื่องจากจำเลยมีภูมิลำเนาที่แน่อนตามฟ้องโจทก์ ปรากฎตามสำเนาทะเบียนราษฏรเอกสารท้ายคำ

แถลง ส่วนที่สามนี้ก็บรรยายว่า ดังนั้น ในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยหากไม่พบตัว

จำเลยหรือไม่มีผู้ใดรับไว้แทนโดยชอบ ขอศาลได้โปรดมีคำสั่งให้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ณ

ภูมิลำเนาของจำเลยแทนการส่งหมายโดยวิธีธรรมดาด้วย ขอศาลได้โปรดอนุญาต หรืออีกตัวอย่าง ใน

ส่วนที่สอง ต้องการให้ศาลออกหมายเรียกทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ก็ต้องบรรยายเหตุแห่ง

การยื่นว่าเนื่องจากจำเลยได้เสียชีวิตเมื่อวันที่.......โดย........โจทก์ทราบว่า นาย/น.ส./นาง..........

เป็นภรรยา/สามี ฯ ของจำเลยผู้ตายปรากฎตาม..........ในส่วนที่สามก็บรรยายว่า โจทก์จึงขอประทาน

กราบเรียนต่อศาลที่เคารพได้โปรดออกหมายเรียก นาย/น.ส./นาง............ให้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่

จำเลยผู้ตายด้วย ขอศาลได้โปรดอนุญาต เป็นต้น หลังจากนั้นก็จะต้องขึ้นบรรทัดใหม่ เขียนว่า "ควรมิ

ควรแล้วแต่จะโปรด"จะเห็นได้ว่าเนื้อหาคำร้องต่างๆ(รวมถึงคำแถลง คำขอและคำบอกกล่าวด้วย)โดย

ทั่วไปจะมีสามส่วนดังที่ได้อธิบายมาแล้ว ก็จะได้คำตอบดังนี้

คำแถลงขอปิดหมาย ภูมิลำเนาจำเลย

           ข้อ1.คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลในวันนี้
           ข้อ2. เนื่องจากจำเลยมีภูมิลำเนาที่แน่อนตามฟ้องโจทก์ ปรากฎตามสำเนาทะเบียนราษฏรเอกสารท้ายคำแถลง
           ข้อ3.ดังนั้น ในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยหากไม่พบตัวจำเลยหรือไม่
 มีผู้ใดรับไว้แทนโดยชอบ ขอศาลได้โปรดมีคำสั่งให้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ณ ภูมิลำเนาของ
 จำเลยแทนการส่งหมายโดยวิธีธรรมดาด้วย ขอศาลได้โปรดอนุญาต
                                                                       ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

หรือตัวอย่างที่ 2

คำร้องขอให้เรียกทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนจำเลยผู้ตาย

            ข้อ1. คดีนี้ศาลนัดชี้สองสถานในวันที่ 1 มกราคม 2556
            ข้อ2.เนื่องจากจำเลยได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2556 โดยเกิดอุบัติเหตุถูกรถยนต์ชนถึงแก่ความตาย ปรากฎตามสำเรามรณบัตรเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข1 โจทก์ทราบว่า นางจิตตก ซวยซ้อน เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยผู้ตายปรากฎตามสำเนาใบสำคัญการสมรสเอก สารท้ายคำร้องหมายเลข2
            ข้อ3.โจทก์จึงขอประทานกราบเรียนต่อศาลที่เคารพได้โปรดออกหมายเรียกนางนางจิตตก ซวยซ้อน ให้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้ตายด้วย ขอศาลได้โปรดอนุญาต
                                                                       ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

***ข้อแนะนำ - ห้ามเว้นบรรทัดเด็ดขาดเมื่อเขียนเสร็จต้องขึ้นบรรทัดใหม่ เว้นแต่ขึ้นข้อใหม่ต้องเขียน

หน้าใหม่

                   - อย่าลืมเขียนเลขกำกับข้อให้ถูกต้องด้วยเสมอตามคำสั่งที่ข้อสอบระบุให้ทำ

                   - ลายมือไม่สวยไม่เป็นไร แต่เขียนแล้วต้องอ่านออก ตรงนี้สำคัญมากเหมือนกัน

                   - อย่าเขียนชื่อ หรือ เครื่องหมายใดๆที่แสดงให้เห็นหรือเข้าใจได้ว่าอันส่อไปในทาง

ทุจริต จะถือว่าเป็นแกงได (กรรมการคุมสอบจะชี้แนะตรงนี้)

                   และที่ผมจะแนะนำให้ผู้ที่จะเตรียมสอบทนายทั้งหลายนี้ เน้นย้ำเรื่องนึงสำคัญในปัจจุบัน

ทางสำนักฝึกอบรมฯมีมาตรฐานสูงและปรับเปลี่ยนคุณภาพ ในการออกข้อสอบที่ค่อนข้างไปในทางคิด

วิเคราะห์ซับซ้อนขึ้น สิ่งที่จะแนะนำคือ หลักกฎหมาย และ แนวฎีกา โดยเฉพาะหลักกฎหมาย ผม

อยากให้ศึกษากันดูดีๆ เพราะการออกข้อสอบในปัจจุบันนี้ เวลาบรรยายฟ้องหรือคำให้การและฟ้องแย้ง

ต้องรู้หลักกฎหมายจากสาระบัญญัติด้วย เช่น ข้อสอบตั๋วรุ่น ภาคทฤษฏีรุ่นที่ 40 มีการออกสอบในคดี

เรื่องสัญญากู้ยืมอันมีมูลหนี้มาจากการโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ที่เจ้าหนี้ผู้รับโอนสิทธิทำ

สัญญาซื้อขายรถยนต์กับผู้ซื้อ ผู้ซื้อโอนสิทธิมาให้ผู้ขายซึ่งเป็นการโอนความเป็นเจ้าหนี้เรียกให้ชำระ

หนี้จากลูกหนี้ของผู้ซื้อ(เจ้าหนี้เดิม)แทนการชำระเงิน อันนี้หากผู้เข้าสอบไม่รู้หลักกฎหมายเกี่ยวกับเรื่อง

การโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งอยู่ในกฎหมายลักษณะหนี้ว่ามีหลักเกณฑ์อย่างไร ก็ไม่สามารถที่จะบรรยาย

ฟ้องให้ถูกต้องและสมบูรณ์ได้ มีโอกาสทำให้สอบตกสูงมาก แต่ในขณะเดียวกันหากคนที่รู้หลักฎหมาย

ก็จะนำมาปรับใช้เวลาบรรยายฟ้องได้ที่ถูกต้องและอาจสมบูรณ์ได้ ดังนั้นตรงนี้ส่วนตัวของผมจึงแนะนำ

ว่าอยากให้เน้นหลักกฎหมายเยอะๆเพราะมีส่วนสำคัญมากต่อการชี้ชะตาว่าสอบได้หรือไม่เลยครับ

       การศึกษาคำฟ้องนั้น แน่นอนว่าการออกข้อสอบโดยส่วนใหญ่จะออกสอบ ฟ้องแพ่ง และ ฟ้อง

อาญาเป็นหลัก แต่ในบ้างครั้งอาจออกสอบเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทคือคดีคำร้องขอต่างๆทางแพ่ง เช่น คดี

คำร้องขอตั้งเป็นผู้จัดการมรดก คำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ เป็นต้น แต่

สำหรับการสอบภาคปฎิบัติของตั๋วรุ่น และ ตั๋วปี มักออกสอบในเรื่องคำให้การของจำเลยและฟ้องแย้ง

ด้วย ซึ่งต้องทำความเข้าใจให้ดี ในทีนี้จะขอกล่าวถึงการร่างฟ้องในส่วนภาคทฤษฏีก่อน ซึ่งการออก

สอบจะมีเรื่อง คำฟ้องแพ่งและอาญา แต่บางทีอาจจะออกเรื่องคดีไม่มีข้อพิพาท


ติดตามต่อ ---------->>>>> แนวทางการสอบเป็นทนายความ 2 (ภาคทฤษฏี)

เกี่ยวกับตั๋วรุ่น - ตั๋วปี

              นอกจากจะมีการสอบแบบรุ่นหรือที่เรียกตั๋วรุ่นแล้ว ยังมีการสอบทนายอีกประเภทหนึ่งคือการ

สอบทนายแบบปีนั้นเอง เป็นการสอบทนายสนามหนึ่งที่ทางสภาทนายความเปิดโอกาสให้ทางเลือกแก่

บุคคลมีสิทธิสอบได้มีโอกาสมากขึ้นในการที่จะสอบได้มากขึ้น โดยอาจจะมีสิทธิสอบได้สนามใดสนาม

หนึ่งหรือทั้งสองสนามไม่ตัดสิทธิ

                 แต่เนื่องจากการสอบประเภทสำนักงาน 1 ปีนั้นมีที่มาต่างกันจากประเภทรุ่นอยู่ ไม่ว่าจะ

เป็นการเริ่มต้นสมัครใหม่ของประเภทรุ่นจะมีการจัดอบรมก่อนสอบภาคทฤษฎี เมื่อสอบผ่านแล้วต้องฝึก

งานอีก 6 เดือนจึงมาลงทะเบียนเตรียมสอบภาคปฏิบัติอีก นับว่าเป็นการสอบ 2 ครั้ง เมื่อผ่านทั้งสอง

ภาคมีสิทธิสอบปากเปล่าและอบรมจริยธรรมและรับประกาศนียบัตรต่อไป แต่สำหรับตั๋วปีนั้นตอนสมัคร

แน่นอนว่าต้องหาสำนักงานทนายความรับเข้าฝึกงานในสำนักงาน 1 ปี จึงจะมีสิทธิสอบตามที่ทางสภา

ทนายความแจ้งให้ทราบ ในการสอบแบบปีนั้นจะจัดการสอบเพียงแค่ครั้งเดียว โดยไม่มีการอบรม

อย่างเช่นแบบรุ่นเลย มิหนำซ้ำไม่มีข้อสอบเก่าจำหน่ายอย่างเช่นแบบรุ่นเหมือนกัน จึงเป็นปัญหา

สำหรับใครหลายๆคนอยู่ที่ไม่มีแนวขอบเขตในการออกสอบเลยว่าจะออกส่วนไหนอย่างไร จึงมีการออก

ข้อสอบได้กว้าง แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้มีเหตุผลอยู่ การที่ท่านมาสอบประเภทปีนั้น ถือได้ว่า ท่านเป็นผู้

ที่ผ่านการฝึกงานในสำนักงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ก็ถือได้เหมือนกันนะว่าในเวลา 1 ปีนั้น ท่านคง

เก็บเกี่ยวอะไรต่อะไรมามาก ผ่านงานมาเยอะ มีโอกาสได้อยู่ฝึกการเป็นทนายมากกว่าเวลาของแบบรุ่น

ซะอีก(ซึ่งจริงๆแล้ว ท่านอาจหลอกทางสภาทนายความว่าฝึกจริง จริงๆมีแค่ชื่อในสำนักงานเท่านั้น ตัว

ไม่มีนี่คือสาเหตุหนึ่งที่คนไม่ค่อยสำเร็จในการสอบแบบปีจึงมีผู้ผ่านน้อย) ซึ่งในการสอบเมื่อมีการจัด

สอบครั้งเดียว หากท่านสอบผ่านได้ก็จะมีสิทธิสอบปากเปล่าได้เช่นเดียวกับประเภทรุ่น

               แต่แม้ว่าการแบบปีดูเหมือนจะยากกว่าแบบรุ่น ตามความคิดผู้เขียนๆมองว่าหากท่านมี

สามารถ เข้าใจ และเขียนเป็น ไม่ว่าจะเป็นแบบปีหรือแบบรุ่น น่าจะทำได้ไม่ยาก อย่างเช่นท่านรู้หลัก

กฎหมาย รู้จักใช้แบบฟอล์มศาลเป็น เลือกเขียนในกระดาษอะไร และเขียนเป็น ลายมือดี นับว่าไม่น่า

เป็นปัญหาในการสอบสักเท่าไหร่ (แม้ว่าการสอบประเภทปีจะผ่านกันน้อยก็ตาม) และ ในการออกสอบ

แบบปีนั้น เท่าที่ศึกษาที่เคยออกสอบมาแล้วแต่ละครั้งของปี มีการออกสอบในเรื่องที่ต่างกับแบบรุ่นอยู่

เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการออกเรื่องคำให้การและฟ้องแย้ง หนังสือมอบอำนาจให้ยื่นคำให้การและฟ้อง

แย้ง เช่นนี้ไม่ค่อยเห็นออกสอบในแบบรุ่นเลย จึงไม่คุ้นเท่าไหร่ แต่ถ้าท่านไปฝึกงานที่สำนักงานจริงๆ

หรือศึกษาหาจากตำราต่างๆ ก็น่าจะเข้าใจและทำได้ไม่ยาก

               ส่วนมาตรฐานในการตรวจข้อสอบนั้นผู้เขียนมองว่า มาตรฐานเดียวกันแน่นอน ไม่มีการ

ตรวจเคร่งหรือไม่เคร่งของแบบปีและแบบรุ่น อยู่ที่ตัวผู้สอบเองมากกว่าว่าเขียนถูกเขียนโดนใจกรรม

การ ตามธงคำตอบหรรือเปล่า เพราะจงให้ท่านระลึกเสมอว่า หากเราทำได้ ทำถูก ลายมือดี ไม่ผิด

แบบแล้ว ยังไงๆก็ต้องได้คะแนน และคะแนนที่ได้ก็ต้องผ่านเกณฑ์แน่นอน กรรมการจะให้ตก จะเคร่ง

ตรวจให้ผ่านยาก จะเป็นไปได้อย่างไร

                  อย่างไรก็ดีทางสภาทนายความไม่ได้ห้ามให้ท่านเลือกสอบสนามใด สนามหนึ่ง ท่าน มี

สิทธิสอบทั้งสองสนามได้ เป็นการเพิ่มโอกาสให้แก่ตัวท่านเองในการสอบทนาย จึงแนะนำให้ท่านได้

สมัครสอบไว้ทั้งสองประเภท ไม่ว่าจะได้ประเภทไหนก็ตามสุดท้ายก็ได้เหมือนกัน และมีสิทธิขึ้นทะเบียน

เป็นทนายความเช่นเดียวกัน เสมอภาคกันไม่มีแบบไหนดีกว่ากันครับ



                                              **********************