แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอบทนาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอบทนาย แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คำถามที่ถามบ่อย ?

Q:การขอตรวจสมุดคำตอบนั้น เมื่อได้รับสมุดคำตอบแล้วจะขอคัดถ่ายสำเนาจากสมุดคำตอบได้หรือ

ไม่ เพียงใด

A:ไม่ได้ แต่ไม่ห้ามที่จะขอคัดเขียนหรือจดใส่กระดาษได้

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:ถ้าสอบไม่ผ่านภาคปฏิบัติหรือขาดสอบนั้น จะขอรักษาสถานภาพได้หรือไม่

A:ได้ ไม่ต้องสอบใหม่ภาคทฤษฎี

-------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

Q:สำหรับการสอบแบบสำนักงาน 1 ปี ถ้าไม่ผ่านจะมีสิทธิสอบครั้งต่อไปไหม แล้วต้องลงฝึกงานใหม่

หรือไม่

A:มีสิทธิ และ ไม่ต้องฝึกงานใหม่ รอทางสำนักฝึกอบรมฯประกาศลงทะเบียนสอบครั้งต่อไป

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:ข้อสอบแบบรุ่นและแบบสำนักงาน 1 ปี เหมือนกันหรือไม่

A:ข้อสอบแนวเดียวกัน แต่กรณีการสอบแบบรุ่นภาคทฤษฎีจะเขียนลงในสมุดคำตอบ แต่ภาคปฏิบัติและ

แบบสำนักงาน 1 ปี เขียนลงในแบบพิมพ์ศาลและกระดาษเปล่า เหมือนกัน

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:ข้อสอบแบบรุ่นกับแบบปี แบบไหนยากกว่ากัน

A:ไม่แน่นอน(ความเห็นส่วนตัว) โดยส่วนมากจะพูดกันว่าแบบปียากกว่า แต่อาจจะไม่เสมอไป เพราะว่า

แบบรุ่นบางรุ่นถามยากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าแบบปี

***ผู้เขียนมีเหตุผลสนับสนุนอยู่บ้าง อย่างกรณีมีผู้สอบแบบรุ่นภาคทฤษฎีมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่ผ่าน

แต่สามารถสอบแบบปีได้(ผ่าน) และ อย่างล่าสุดครั้งที่ 2/56 มีผู้ผ่านเป็นจำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็น

ว่าไม่แน่นอนว่าแบบปีจะยากกว่าแบบรุ่น มิหนำซ้ำหลังๆมานี้แบบรุ่นมีผู้ผ่านค่อนข้างน้อย

***การคำนวณผู้ผ่านสำหรับแบบรุ่น อย่าลืมว่าต้องเฉลี่ยตั้งแต่คนสอบผ่านภาคทฤษฎีก่อนผ่านจำนวน

เท่าใด และเอาจำนวนนั้นมาคำนวณต่อในภาคปฏิบัติก็จะมีผู้ผ่านน้อยกว่าเดิม มีการกลั่นกรองถึง 2 ชั้น

ก็จะทราบยอดคนผ่านทั้งหมด สรุปง่ายๆ คนสอบภาคทฤษฎีมีจำนวนทั้งหมดเท่าใด เอามาเฉลี่ยดูกับคน

ที่สอบผ่านภาคปฏิบัติเท่าใดก็จะทราบเปอเซ็นต์ที่แท้จริง ประกอบกับว่า คนสอบแบบปีค่อนข้างน้อยกว่า

แบบรุ่นเยอะมาก จึงดูเหมือนว่าแบบปียากกว่าครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:การสอบปากเปล่ายากหรือไม่

A:ไม่น่าเกินความสามารถ เพราะเมื่อสอบข้อเขียนแบบรุ่นหรือแบบปีมาได้แล้ว การสอบปากเปล่าจึงไม่

มีอะไรเกินความสามารถ ไปลองจะรู้เอง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:ขอคำแนะนำ แนวการเขียนตอบข้อสอบทนายความ

A:ตามเว็บนี้เลย ดูตามหัวข้อต่างๆ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:สถานที่สอบของแบบรุ่นและแบบปีที่เดียวกันหรือไม่

A:สถานที่เดียวกัน ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (เดิมแบบปีสอบที่ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์)

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:การเขียนตอบระหว่างการสอบทนายกับเนติฯ อันไหนใช้เวลาเขียนมากกว่ากันจนอาจทำให้เขียนไม่

ทันเวลา

A:การสอบเนติฯใช้เวลามากกว่า เพราะมีคนสอบหลายคนทำไม่ทันเวลา แต่การสอบทนายไม่พบเจอ

มากเท่าที่เห็น

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:ผู้ที่สอบผ่านแบบรุ่นกับแบบปีมีศักดิ์และสิทธิ์เท่าเทียมกันหรือไม่

A:มีศักดิ์และสิทธิ์ เหมือนกันทุกประการ ที่สามารถจะจดทะเบียนและอนุญาตให้เป็นทนายความได้ ตาม

กฏหมาย

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:เกี่ยวกับคำว่า "ตั๋วทนาย" เป็นคำที่ใช้ได้เป็นทางการ หรือ เป็นคำที่ถูกต้องหรือไม่

A:อันนี้เป็นปัญหาที่มีกันมาตั้งยาวนานมาก ต้องทำความเข้าใจใหม่ เนื่องจากคำว่า "ตั๋วทนาย" ทาง

สภาทนายความจะชี้แจงให้ทราบว่า มีแต่ "ใบอนุญาตให้เป็นทนายความ" ดังนั้น หากเวลาติดต่อการใช้

คำที่ถูกต้องหรือคำที่เป็นทางการนั้น ไม่ควรใช้คำว่า "ตั๋วทนาย" อาจจะใช้คำอื่น ซึ่งแยกเป็นประเภท 2

ประเภท คือ

- ประเภทรุ่น อาจจะเรียกว่า "สมัครสอบทนายความแบบ/ประเภทรุ่น" "สมัครสอบทนายภาคทฤษฎี"

หรือ ถ้าลงทะเบียนภาคปฏิบัติ เช่น "มาลงทะเบียนภาคปฏิบัติ" เป็นต้น

- ประเภทปี อาจจะเรียกว่า "ขอลงทะเบียนสอบของสำนักงาน 1 ปี" "สอบทนายความประเภทปี" เป็นต้น

***เพิ่มเติม เนื่องจากผู้เขียนในตอนที่อบรมจริยธรรมทนายความ ท่าน อ.เดชอุดม ไกรฤทธิ์ ได้บอกว่า

การใช้คำว่า ตํ๋วทนาย นั้นถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติหรือดูถูกในวิชาชีพทนายความ เพราะใบอนุญาต

วิชาชีพทนายความเรานั้นมีค่ามากว่า "ตั๋ว" ซะอีก


--------------------------------------------------------------------------------------------------------


************หากมีคำถามไหนที่ถามบ่อยจะนำมาโพสต์ให้ในภายหลังอีก(ยังมีการอัพเดท)

วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556

แบบที่ต้องหัดเขียนเพื่อเตรียมตัวสอบ

                 โดยมีทั้งหนังสือ สัญญา และ ฟอล์มต่างๆซึ่งน่าสนใจ โดยต้องจำหลักเกณฑ์และเขียนให้

ได้เป็นเบื้องต้น เพราะมีโอกาสออกสอบและออกสอบมาแล้ว ซึ่งรวบรวมมาให้เพื่อไปทำความเข้าใจ

ศึกษากันให้ดีๆ มีดังต่อไปนี้

-หนังสือบอกกล่าวทวงถาม

-ใบแต่งทนาย (เน้น!!ภาคปฏิบัติ และ ตัวปี)

-หนังสือร้องทุกข์ต่อหนักงานสอบสวน

-หนังสือมอบอำนาจ

-หนังสือยินยอม

-หนังสือแจ้งการโอนสิทธิ

-คำแถลงขอส่งหมาย/ปิดหมาย/ส่งทางไปรษณีย์/ส่งข้ามเขต

-คำร้อง/คำบอกกล่าวขอถอนฟ้อง

-คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับอัยการ

-คำขอให้ออกหมายบังคับคดี

-คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง

-คำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกพยาน

-คำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติม

-คำร้องขอให้เรียกทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลย

-คำร้องขอดำเนินคดีต่างผู้ตาย

-คำร้องขอเลื่อนคดี

-คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

-คำร้องขอให้ศาลออกนั่งพิจารณา

-คำร้องขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว

-คำร้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัด

-คำร้องขอให้ศาลชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น (เน้น!!ภาคปฏิบัติ และ ตัวปี)

-คำร้องขอคัดถ่าย.......

-สัญญาประนีประนอมยอมความในศาล

-สัญญาเช่าบ้าน,กู้ยืม,ค้ำประกัน ฯลฯ

-สัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง

-คำฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญา

-คำให้การของจำเลยและฟ้องแย้ง (เน้น!!ภาคปฏิบัติ และ ตัวปี)

-คำร้องขอให้ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถ

-คำร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดก

-คำร้องขอให้ศาลสั่งเป็นบุคคลสาบสูญ

-พินัยกรรมแบบธรรมดา (เน้น!!ภาคปฏิบัติ และ ตัวปี)

-??????????????

***** หมายเหตุ. ข้อมูลอาจอัพเดทได้ตลอดเวลา สามารถติดตามได้ซึ่งจะเรียบเรียงไว้ให้จากสถิติที่

เคยออกสอบมาแล้วและมีโอกาสออกสอบอีกโดยอาศัยข้อเท็จจริงต่างกัน แต่มีหลักเกณฑ์เหมือนกัน

ดังนั้น ต้องพยายามหัดเขียนนะครับ

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

แนวทางการสอบเป็นทนายความ 3 (ภาคทฤษฎี)

ตัวอย่างจากการร่างคำฟ้องคดีแพ่งนั้น สามารถไปดูได้ที่รวมข้อสอบเก่าของสำนักฝึกอบรมฯได้ ซึ่ง

จำหน่ายที่สภาทนายความ ไว้ใช้ประกอบดูหนังสือวิชาว่าความอื่นๆได้ ต่อไปจะเป็นการแนะนำการร่าง

ฟ้องคดีอาญาซึ่งมีหลักการที่แตกต่างกันอยู่กับคำฟ้องแพ่ง

 การร่างฟ้องคดีอาญา ในคดีอาญาถ้าพูดในแง่ของการสอบนั้นย่อมเห็นได้ว่ามีการให้คะแนนที่น้อย

กว่าฟ้องแพ่งเยอะและการบรรยายฟ้องค่อนข้างที่จะไม่ยากเท่ากับฟ้องแพ่งมากนักทั้งนี้การบรรยายฟ้อง

โดยทั่วไปแล้ว ข้อสอบจะกำหนดตัวบทมาตรากฎหมายมาให้ปรับใช้ได้เลย และบรรยายการฟ้องใน

ลักษณะย่อความรัดกุม ได้ใจความ เข้าใจชัดเจน แต่ต้องทำความเข้าใจกับฟ้องอาญาในส่วนต่างๆว่าแต่

ละส่วนเขียนอะไรอย่างไร ซึ่งจะแนะนำให้ทราบดังนี้

ในส่วนแรก ในส่วนนี้จะเหมือนกับฟ้องแพ่งคือฐานะคู่ความที่จะต้องบรรยาย เว้นแต่บางกรณีซึ่งไม่ต้อง

บรรยายเหมือนฟ้องแพ่ง รายละเอียดดูได้ตามที่ผมได้อธิบายไว้ในฟ้องแพ่ง

ในส่วนที่สอง ในส่วนนี้จะบรรยายถึงพฤติการณ์ต่างๆว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น บรรยายถึง การกระทำ

ทั้งหลายของจำเลยซึ่งได้กระทำผิด เวลา สถานที่กระทำผิด รวมทั้งบุคคล สิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยตาม

สมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อได้ดี โดยทั่วไปมักจะนิยมเขียนว่า "เมื่อวันที่............เวลา........

จำเลยได้บังอาจกระทำความผิดต่อกฎหมาย กล่าวคือ................................................." ซึ่งราย

ละเอียดต่างๆ จะกำหนดมาให้ในข้อสอบต้องดูข้อเท็จจริงและเรียบเรียง ย่อความให้ดีๆ ซึ่งสามารถดูได้

จากข้อสอบเก่าต่างๆจะได้เห็นภาพมากขึ้น ซึ่งคิดว่าไม่น่ามีปัญหาในส่วนนี้

ในส่วนที่สาม เป็นการบรรยายต่อจากส่วนที่สองกล่าวคือเมื่อได้ อธิบายว่าเมื่อวันที่เท่าใดเวลาไหน

จำเลยทำอะไร อย่างไร ยังไง แล้ว ในส่วนนี้เป็นการบรรยายว่าการกระทำของจำเลยที่บรรยายมานั้น ผิด

ต่อกฎหมายอะไรเข้าข่ายความผิดข้อหาหรือฐานความผิดอะไรซึ่งตรงนี้จะมีการกำหนดมาให้ในข้อสอบ

โดยมักจะเขียนว่า "การกระทำของจำเลยเป็นการ............(อธิบายตามตัวบทกฎหมาย)..............ซึ่ง

ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นความผิดต่อกฎหมาย"

                หลังจากนั้นก็ขึ้นบรรทัดใหม่บรรยายถึงเหตุเกิดในคดีนี้ด้วยว่าเกิดขึ้นที่ไหน เพื่อแสดงถึง

เขตอำนาจศาลว่าคดีนี้เกิดที่ไหนก็อยู่ในอำนาจของศาลนั้นตามหลักที่ว่า ศาลท้องที่ๆความผิดนั้นเกิดมี

อำนาจชำระคดี เขียนว่า"เหตุเกิดที่ แขวง............เขต..............กรุงเทพมหานคร" และบรรทัดต่อมาก็

บรรยายคดีนี้มีการร้องทุกข์หรือไม่ ถ้ามีก็บรรยายว่า"โจทก์ได้ร้องทุกข์ไว้ต่อพนักงานสอบสวน สถานี

ตำรวจ............รายละเอียดปรากฎตาม................." แต่หากไม่มีการร้องทุกข์ก็บรรยายว่า"โจทก์มิได้

ร้องทุกข์ไว้ต่อพนักงานสอบสวน เพราะประสงค์จะดำเนินคดีเอง" และทิ้งท้ายด้วยบรรทัดใหม่ทางริม

ขวาว่า "ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด"

       ตัวอย่างฟ้องอาญาสามารถศึกษาได้จากหนังสือรวมข้อสอบเก่าได้ ผมเพียงชี้แนะแนวทางให้ และ

หลักการคิดพอสังเขป ซึ่งหลักๆแล้วก็แนะนำให้ศึกษาค้นคว้าจากหนังสือต่างๆที่มีผู้เขียนต่างๆทำขึ้น ใน

ส่วนฟ้องอาญาไม่มีปัญหามาก ผมขอจบตรงนี้


แนวทางการสอบเป็นทนายความ 2 (ภาคทฤษฏี)


โดยหลักแล้ว การร่างฟ้องคดีแพ่ง ถ้าศึกษาจากคู่มือ หนังสือ ตำราต่างๆ จะเห็นว่ามีสาระสำคัญใน

การเขียนฟ้องคือ แบ่งออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ คือ

-ส่วนแรก เป็นการบรรยายถึงฐานะหรือสถานะพิเศษของคู่ความคือโจทก์หรือจำเลยซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยว

โยงกับส่วนที่สองและสาม ต้องบรรยายให้ทราบก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นใคร มีฐานะหรือสถานะ

อย่างไร อันจะทำให้เข้าใจก่อนที่จะไปเกริ่นเข้านิติสัมพันธ์ อาทิ

1.1 โจทก์หรือจำเลยเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วน

จำกัด ต้องบรรยายด้วย ตัวอย่าง โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนถูกต้อง

ตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าขายอาหารและเครื่องดื่ม มีนาย ซื่อดี จิงใจ เป็นกรรมการ

ผู้จัดการมีอำนาจในการลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนโจทก์ได้ รายละ

เอียดปรากฎตามหนังสือรับรองฯเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 เป็นต้น

       จากตัวอย่างสังเกตุว่าต้องอ้างหลักฐานประกอบด้วยเป็นหนังสือรับรองว่า มีการจดทะเบียนจริงถูก

ต้องตามกฎหมาย

1.2 โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้หย่อนความสามารถตามกฎหมาย ได้แก่ ผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถหรือ

คนเสมือนไร้ความสามารถโดยทั่วไปต้องให้บุคคลที่มีสิทธิทำแทนเป็นคนฟ้องหรือต้องได้รับความ

ยินยอมจากบุคคลที่ดูแลตามกฎหมาย กล่าวคือ ผู้เยาว์มีผู้แทนโดยชอบธรรม คนไร้ความสามารถมีผู้

อนุบาล คนเสมือนไร้ความสามารถมีผู้พิทักษ์ เป็นผู้ฟ้องแทน ตัวอย่าง โจทก์เป็นผู้เยาว์มี นายชายชาติ

รักดี เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมและเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย รายละเอียดปรากฎตามสำเนาสูติบัตร

และใบสำคัญการสมรสของบิดามารดาโจทก์ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข1-2 เป็นต้น

 1.3 โจทก์หรือจำเลยได้มอบอำนาจให้บุคคลอื่นฟ้องแทนต้องบรรยายด้วยเพื่อจะได้ทราบว่าโจทก์

ให้ดำเนินการฟ้องและดำเนินคดีแทนพร้อมอ้างหลักฐาน เช่น คดีนี้โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายช่วงสิทธิ

สืบสาน เป็นผู้รับมอบอำนาจในการฟ้องและดำเนินคดีแทน รายละเอียดปรากฎตามสำเนาหนังสือมอบ

อำนาจเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 เป็นต้น

1.4 โจทก์หรือจำเลย เป็นเจ้าของทรัพย์สินใดทรัพย์สินหนึ่งซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีโดย

ตรง หรือเป็นทรัพย์สินที่พิพาท ต้องอ้างความเป็นเจ้าของด้วยโดยหลักแล้วถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริม

ทรัพย์ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์สินที่มีการจดทะเบียนต้องอ้างพร้อมหลักฐาน ตัวอย่าง โจทก์เป็นเจ้าของมี

กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่........เลขที่ดิน.....................................รายละเอียดปรากฎตาม

สำเนาโฉนดที่ดินเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 เป็นต้น

                 นอกจากนี้ยังมีกรณีอื่นอีกนอกจากนี้ เป็นเพียงตัวอย่างที่ยกให้เห็นโดยทั่วไปเท่านั้น อย่าง

กรณีที่โจทก์หรือจำเลยมีสถานะพิเศษ ที่ต้องบรรยายให้ทราบเพราะมีผลต่อความเสียหาย เช่น คดีหมิ่น

ประมาทย่อมทำให้ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นคนมีเกียรติของสังคมเสียหายมาก อย่างนักร้องชื่อดัง ดารา

นางงามระดับจังหวัด เป็นต้น ต้องบรรยายให้ทราบด้วย

***ข้อสังเกตุ ไม่ต้องบรรยายในส่วนนี้ก็ได้ หากไม่มีความสำคัญที่ต้องอธิบายเรื่องฐานะคู่ความ ซึ่งเป็น

เรื่องที่ข้ามไปอธิบายในส่วนที่สองนิติสัมพันธ์ได้เลย

-ส่วนที่สอง เป็นการบรรยายในส่วนของนิติสัมพันธ์ซึ่งเป็นการบรรยายในเรื่องของความสัมพันธ์ ที่มา

ความเกี่ยวข้องของคู่ความกันหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย ในทางข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพื่อนำ

ไปสู่ประเด็นเหตุแห่งการโต้แย้งสิทธิ ตาม ป.วิแพ่ง มาตรา 55 ดังนั้น ในส่วนที่แรกที่ได้อธิบายไปแล้ว

ข้างต้นก็อาจจะไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ แต่นิติสัมพันธ์นั้นโดยหลักต้องมีเพื่อไปนำไปสู่การวินิจฉัยถึง

การโต้แย้งสิทธิ เว้นแต่ในเรื่องของละเมิดที่เป็นกรณีที่เกิดเหตุโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้น โดยไม่จำ

เป็นต้องมีนิติสัมพันธ์กันมาก่อนจึงไม่จำเป็นต้องบรรยายส่วนนี้ก็ได้ ในส่วนของนิติสัมพันธ์นั้นมัก

จะออกสอบเรื่องนิติกรรมสัญญา ซึ่งต้องมีการบรรยายถึงนิติสัมพันธ์ หรือมีเรื่องอื่นๆที่มีการโต้แย้งสิทธิ

ซึ่งต้องมีการบรรยายถึงนิติสัมพันธ์ก่อน

ตัวอย่างการบรรยายถึงนิติสัมพันธ์ก่อนนำไปสู่การโต้แย้งสิทธินั้น เช่น   "เมื่อวันที่...............จำเลยได้

ตกลงทำสัญญาซื้อรถยนต์จากโจทก์ในราคา 800,000 บาท โดยมีการตกลงในสัญญาซื้อขายว่า "ข้อ4

ผู้ขายจะดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่ผู้ซื้อ เมื่อผู้ซื้อได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว" และสัญญา "ข้อ

2 ผู้ซื้อตกลงชำระราคารถยนต์โดยผ่อนชำระเป็นงวดๆละ 50,000 บาทต่อเดือน โดยชำระทุกวันที่ 1-5

ของทุกเดือน......" รายละเอียดปรากฎตาม...............เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข..........

                         ปรากฎว่าจำเลยได้ชำระราคารถยนต์มาตลอดทุกเดือนเป็นจำนวน 700,000 บาท

เหลือหนี้ที่จำเลยต้องใช้เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท แต่จำเลยไม่ได้ชำระราคาที่เหลือ โดยผิดนัด

ชำระราคาเป็นเวลา 2 เดือน รายละเอียดปรากฎตาม............เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข.............ต่อ

มาจำเลยได้เรียกร้องให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนให้แก่จำเลย"

             จากตัวอย่างจะเห็นว่าเป็นการบรรยายถึงความสัมพันธ์ของคู่ความว่าทำอะไรต่อกัน อย่างไร มี

หลักฐานอะไรประกอบ และเกิดอะไรขึ้น ซึ่งต้องบรรยายให้เข้าใจ ชัดเจน และประติประต่อด้วย ซึ่งข้อ

เท็จจริงดังกล่าวผมได้ตั้งขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่าการบรรยายนิติสัมพันธ์นั้นเป็นอย่างไร เมื่อบรรยายใน

ส่วนนี้แล้ว ต่อไปจะเป็นการบรรยายเหตุแห่งการโต้แย้งสิทธิว่า ได้รับความเสียหาย โต้แย้งสิทธิแก่โจทก์

อย่างไร

-ส่วนที่สาม เป็นการบรรยายถึงเหตุแห่งการโต้แย้งสิทธิว่าโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร หรือจำเลย

ผิดสัญญาอย่างไร จำเลยละเมิดโจทก์อย่างไร เป็นต้น ซึ่งอย่างที่ได้อธิบายมาแล้วต้องมีการบรรยายถึง

นิติสัมพันธ์ระหว่างคู่ความก่อน จึงมาอธิบายส่วนนี้ ยกเว้นเรื่องละเมิดนั้นอาจไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันเ

เพราะเรื่องละเมิดนั้นคู่ความไม่ได้มีนิติสัมพันธ์กันมาก่อน เมื่อเกิดเหตุละเมิดขึ้นจึงถือว่าถูกโต้แย้งสิทธิ

ทันที ดังนั้น ตัวอย่างการบรรยายการโต้แย้งสิทธินั้น จะขอยกตัวอย่างให้ดูต่อจากตัวอย่างส่วนที่สองดัง

นี้

         "การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียเนื่องจากไม่

ได้รับการชำระหนี้จากจำเลยในงวดที่เหลือ และ สัญญาซื้อขายรถยนต์ดังกล่าวเป็นสัญญามีเงื่อนไข

กรรมสิทธิ์ย่อมไม่โอนไปยังจำเลย จนกว่าจำเลยจะได้ชำระเงินครบถ้วน โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องไปจด

ทะเบียนให้แก่จำเลยแต่อย่างใด ดังนั้น.................."

         ที่ยกตัวอย่างให้เห็นแบบนี้เพื่อจะได้เห็นว่าทำไมถึงโจทก์ถึงถูกโต้แย้งสิทธิได้ ซึ่งสืบเนื่องมาจาก

ส่วนที่สองที่ได้อธิบายไว้แล้วว่ามีนิติสัมพันธ์ต่อกันอย่างไร แล้วต่อมาทำไมถึงมีการต่อแย้งสิทธิกันได้

กรณีที่ยกตัวอย่างให้เห็นโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิโดยการที่จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ส่วนที่เหลือซึ่งก่อให้

เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะมาขอให้ศาลมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งหรือเรียกค่าเสียหายได้ ซึ่งจะได้อธิบายต่อ

ไป กรณีนี้โจทก์อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ หากมีการวางมัดจำหรือมีข้อสัญญาเบี้ยปรับ ก็อาจจะริบ

ได้ทั้งหมดตามสัญญา เป็นต้น

-ส่วนที่สี่ เป็นการบรรยายในส่วนที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งหรือเรียกค่าเสียหาย

ต่างๆซึ่งตรงนี้ต้องดูว่าถูกโต้แย้งสิทธิเรื่องอะไรเสียหายเรื่องอะไรจากส่วนที่สาม จึงมาบรรยายในส่วนนี้

ว่าต้องการอะไร ซึ่งตรงนี้ตามข้อสอบจะกำหนดมาให้ในข้อเท็จจริงว่าต้องการขอให้ศาลทำอะไร โดย

หลักๆแล้วจะเป็นเรื่องของการเรียกค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ละเมิด นิติกรรม

สัญญาหรือเรื่องอื่นๆมักจะขอให้ชำระค่าเสียหาย หรือ ค่าสินไหมทดแทน หรือ ชำระหนี้ต่างๆ พร้อม

ดอกเบี้ยซึ่งตรงนี้ จะแนะนำถึงการคิดค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยพอสังเขปเพื่อให้รู้หลักแนวการคิด

               สมมติว่ามีคดีหนึ่งโจทก์ต้องการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการที่อีกฝ่าย

หนึ่งทำละเมิดการคิดค่าเสียหายในเหตุละเมิดนั้น สามารถคิดดอกเบี้ยได้จากวันที่ทำละเมิดว่าเสีย

หายอย่างไร ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลไปเท่าใด เสียหายจากการที่ไปทำงานไม่ได้ ค่าเสียหายอื่นๆอันมิ

ใช่ตัวเงิน ทั้งนี้ลองศึกษาดูตาม ป.พ.พ. มาตรา 443-446 เมื่อได้ค่าเสียหายที่แน่นอนแล้วมีสิทธิเรียก

ดอกเบี้ยได้ซึ่งดอกเบี้ยนี้มีสิทธิคิดได้นับแต่วันที่จำเลยทำละเมิดโจทก์ซึ่งหมายความว่า โจทก์มีสิทธิคิด

ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด เช่น จำเลยทำละเมิดโจทก์วันที่ 1 มกราคม 2556 สมมติ

ค่าเสียหาย 5,000 บาท โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตตราร้อยละ 7.5

ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ทำละเมิด เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ๆจึงมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยเมื่อวันที่

15 มกราคม 2556 ให้ชำระหนี้ภายใน 15 วัน ต่อมาไม่ชำระหนี้ จึงนำคดีมาฟ้องศาลเมื่อวันที่ 5

กุมภาพันธ์ 2556 เช่นนี้การคิดดอกเบี้ยเริ่มนับตั้งแต่วันทำละเมิดคือวันที่ 1 มกราคม แต่ไม่ชำระค่า

เสียหายพร้อมดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจึงคิดถึงวันฟ้อง คือวันที่ 5 ที่โจทก์นำฟ้องเป็นเวลา 35 วัน ดอกเบี้ยก็

คิดเป็น 1เดือนกับอีก 5 วัน และค่าเสียหายอีก 5,000 บาท เป็นต้น

                 กระผมขอแนะนำในส่วนนี้ให้สังเกตุได้จากข้อสอบเก่าของสภาทนายความจะได้เห็น

ตัวอย่างเห็นภาพมากกว่าเพราะจะมีข้อเท็จจริงที่ละเอียดกว่าและสมบูรณ์มากกว่า โดยเฉพาะเรื่องการ

คำนวณดอกเบี้ยการคิดค่าเสียหายว่า ให้ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป หรือ  

นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ต้องดูดีๆ หากคิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง แสดงว่า มี

การคิดดอกเบี้ยก่อนหน้าซึ่งอาจเป็นการคิดดอกเบี้ยซึ่งมีการตกลงให้คิดได้ตามสัญญา หรือ  

ดอกเบี้ยอันเกิดจากการผิดนัด จึงคิดมาถึงวันฟ้อง รวมต้นเงิน กลายเป็นยอดเงินใหม่ที่ต้องชำระ

และ ให้ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินเก่านับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป แต่หากไม่มีกาารคิดดอกเบี้ยก่อน

หน้า ก็จะเริ่มคิดนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปเลยโดยหลักแล้ว อันนี้ต้องศึกษาจากข้อสอบเก่าเยอะๆและ

ทำความเข้าใจได้ ซึ่งหลังจาก ที่ได้บรรยายส่วนต่างๆมาพอสมควรแล้ว ตอนท้ายก็ต้องบรรยายถึง

การทวงถามไปยังจำเลยว่ามีการทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้วจริงพร้อมอ้างหลักฐานเช่น

"อนึ่ง โจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยเพื่อให้ชำระหนี้แล้วเมื่อวันที่

.......... ปรากฎว่าจำเลยได้รับแล้ว แต่ก็เพิกเฉยไม่เคยนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด รายละ

เอียดปรากฎตาม สำเนาหนังสือทวงถามพร้อมใบตอบรับของบริษัทไปรษณีย์ไทยจำกัดเอกสารท้ายคำ

ฟ้องหมาย เลข............ " เป็นต้น หลังจากนั้นจึงบรรยายอารัมภบทปิดท้ายว่า "โจทก์ไม่มีทางอื่นใด

ที่จะบังคับกับจำเลยได้จึงต้องนำคดีมาฟ้องเพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่งบังคับกับจำเลยต่อไป
                                                           
                                                                               ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด"




ติดตามต่อ ---------->>>>> แนวทางการสอบเป็นทนายความ 3 (ภาคทฤษฏี)

วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556

แนวทางการสอบเป็นทนายความ 1 (ภาคทฤษฎี)

                    ตามปกติแล้วการสอบทนายความในประเทศไทยนั้น ผู้ที่จะสอบเข้าเป็นทนายความจะ

ต้องมีคุณสมบัติตามที่สภาทนายความกำหนด ซึ่งแน่นอนว่าโดยทั่วไปต้องสำเร็จการศึกษานิติศาสตร

บัณฑิตก่อน ในการจัดการการสอบทนายความหรือที่รู้จักกันในหมู่คนทั่วไปว่า "ตั๋วทนาย"ซึ่งมีการจัด

สอบโดยสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความ ทางสำนักฝึกอบรมฯได้แบ่งการสอบออกเป็น

2 ประเภท ได้แก่ การสอบประเภทรุ่นที่เรียกว่า "ตั๋วรุ่น" และอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า "ตั๋วปี" ในทีนี้จะ

ข้ามรายละเอียดที่มาของ 2 ประเภทนี้ ซึ่งสามารถหาข้อมูลได้ตามบอร์ดหรือเว็บไซต์ต่างๆ ได้ ผมจะ

แนะนำให้เฉพาะแนวทางในการสอบให้เป็นวิทยาทานครับ

     -ในการสอบใบอนุญาตให้เป็นทนายความประเภทรุ่นนั้น ในส่วนของภาคทฤษฎี ทางสำนักฝึก

อบรมฯ ได้ออกสอบโดยการเขียนตอบในสมุดคำตอบซึ่งมิใช่แบบฟอร์มของศาล ในการสอบจึงต้อง

ตอบเฉพาะเนื้อหาอย่างเดียวเท่านั้น (ไม่มีการกรอกรายละเอียดต่างๆ เหมือนแบบพิมพ์ศาล เช่น

กรอกชื่อคู่ความ กรอกที่อยู่ของคู่ความ หรือ กรอกที่อยู่ทนายในส่วนคำร้อง\แถลง\ขอ ต่างๆ เป็นต้น)

ซึ่งผมจะแนะนำให้ผู้ที่จะสอบอ่านหนังสือ ตำราต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสอบ ต้องศึกษาโดยใช้

ความเข้าใจและความจำ ไม่แนะนำให้ใช้วิธีจำเพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้ไม่เข้าใจหรือรู้เกี่ยวกับที่

มาหรือวัตถุประสงค์ในสิ่งที่เราเขียน เพราะการสอบนั้นสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ด้วย การศึกษาที่ดี

ควรทำความเข้าใจและจำควบคู่กันไป เช่น คำร้องต่างๆ ที่ยื่นต่อศาลโดยทั่วไป จะมีสามส่วนในการ

เขียนกล่าวคือ

 -ส่วนแรก ต้องรู้ว่าคดีนี้อยู่ระหว่างทำอะไร อาทิ อยู่ระหว่างการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง คดีนี้

ศาลนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่............ ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่............(คดีอาญา) โจทก์ยื่นฟ้อง

ต่อศาลในวันนี้ ฯลฯ

-ส่วนที่สอง เป็นการบรรยายถึงเหตุแห่งการยื่นคำร้องว่าทำไม มีเหตุอะไรที่ยื่น เช่น

ต้องการที่จะให้ศาลมีคำสั่งปิดหมายโดยทำเป็นคำแถลง ก็บรรยายเหตุที่ยื่นคำแถลงนี้ว่า เนื่องจาก

จำเลยมีภูมิลำเนาที่แน่อนตามฟ้องโจทก์ ปรากฎตามสำเนาทะเบียนราษฏรเอกสารท้ายคำแถลง หรือ

ต้องการให้ศาลออกหมายเรียกทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ก็ต้องบรรยายเหตุแห่งการยื่นว่า

เนื่องจากจำเลยได้เสียชีวิตเมื่อวันที่.........โดย.........โจทก์ทราบว่า นาย/น.ส./นาง............เป็น

ภรรยา/สามี ฯ ของจำเลยผู้ตายปรากฎตาม.......... เป็นต้น

-ส่วนที่สามนั้น สืบเนื่องมาจากส่วนที่สองเหตุแห่งการยื่นคำร้องต่างๆ เมื่อบรรยายแล้วต้องการให้ศาล

มีคำสั่งอะไรหรืออนุญาตให้ตามคำร้องหรือไม่ ต้องบรรยายในส่วนนี้ส่วนที่สาม เช่น ตัวอย่างตาม

ส่วนที่สองต้องการที่จะให้ศาลมีคำสั่งปิดหมายโดยทำเป็นคำแถลง ก็บรรยายเหตุที่ยื่นคำแถลงนี้ว่า

เนื่องจากจำเลยมีภูมิลำเนาที่แน่อนตามฟ้องโจทก์ ปรากฎตามสำเนาทะเบียนราษฏรเอกสารท้ายคำ

แถลง ส่วนที่สามนี้ก็บรรยายว่า ดังนั้น ในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยหากไม่พบตัว

จำเลยหรือไม่มีผู้ใดรับไว้แทนโดยชอบ ขอศาลได้โปรดมีคำสั่งให้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ณ

ภูมิลำเนาของจำเลยแทนการส่งหมายโดยวิธีธรรมดาด้วย ขอศาลได้โปรดอนุญาต หรืออีกตัวอย่าง ใน

ส่วนที่สอง ต้องการให้ศาลออกหมายเรียกทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ก็ต้องบรรยายเหตุแห่ง

การยื่นว่าเนื่องจากจำเลยได้เสียชีวิตเมื่อวันที่.......โดย........โจทก์ทราบว่า นาย/น.ส./นาง..........

เป็นภรรยา/สามี ฯ ของจำเลยผู้ตายปรากฎตาม..........ในส่วนที่สามก็บรรยายว่า โจทก์จึงขอประทาน

กราบเรียนต่อศาลที่เคารพได้โปรดออกหมายเรียก นาย/น.ส./นาง............ให้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่

จำเลยผู้ตายด้วย ขอศาลได้โปรดอนุญาต เป็นต้น หลังจากนั้นก็จะต้องขึ้นบรรทัดใหม่ เขียนว่า "ควรมิ

ควรแล้วแต่จะโปรด"จะเห็นได้ว่าเนื้อหาคำร้องต่างๆ(รวมถึงคำแถลง คำขอและคำบอกกล่าวด้วย)โดย

ทั่วไปจะมีสามส่วนดังที่ได้อธิบายมาแล้ว ก็จะได้คำตอบดังนี้

คำแถลงขอปิดหมาย ภูมิลำเนาจำเลย

           ข้อ1.คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลในวันนี้
           ข้อ2. เนื่องจากจำเลยมีภูมิลำเนาที่แน่อนตามฟ้องโจทก์ ปรากฎตามสำเนาทะเบียนราษฏรเอกสารท้ายคำแถลง
           ข้อ3.ดังนั้น ในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยหากไม่พบตัวจำเลยหรือไม่
 มีผู้ใดรับไว้แทนโดยชอบ ขอศาลได้โปรดมีคำสั่งให้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ณ ภูมิลำเนาของ
 จำเลยแทนการส่งหมายโดยวิธีธรรมดาด้วย ขอศาลได้โปรดอนุญาต
                                                                       ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

หรือตัวอย่างที่ 2

คำร้องขอให้เรียกทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนจำเลยผู้ตาย

            ข้อ1. คดีนี้ศาลนัดชี้สองสถานในวันที่ 1 มกราคม 2556
            ข้อ2.เนื่องจากจำเลยได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2556 โดยเกิดอุบัติเหตุถูกรถยนต์ชนถึงแก่ความตาย ปรากฎตามสำเรามรณบัตรเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข1 โจทก์ทราบว่า นางจิตตก ซวยซ้อน เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยผู้ตายปรากฎตามสำเนาใบสำคัญการสมรสเอก สารท้ายคำร้องหมายเลข2
            ข้อ3.โจทก์จึงขอประทานกราบเรียนต่อศาลที่เคารพได้โปรดออกหมายเรียกนางนางจิตตก ซวยซ้อน ให้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้ตายด้วย ขอศาลได้โปรดอนุญาต
                                                                       ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

***ข้อแนะนำ - ห้ามเว้นบรรทัดเด็ดขาดเมื่อเขียนเสร็จต้องขึ้นบรรทัดใหม่ เว้นแต่ขึ้นข้อใหม่ต้องเขียน

หน้าใหม่

                   - อย่าลืมเขียนเลขกำกับข้อให้ถูกต้องด้วยเสมอตามคำสั่งที่ข้อสอบระบุให้ทำ

                   - ลายมือไม่สวยไม่เป็นไร แต่เขียนแล้วต้องอ่านออก ตรงนี้สำคัญมากเหมือนกัน

                   - อย่าเขียนชื่อ หรือ เครื่องหมายใดๆที่แสดงให้เห็นหรือเข้าใจได้ว่าอันส่อไปในทาง

ทุจริต จะถือว่าเป็นแกงได (กรรมการคุมสอบจะชี้แนะตรงนี้)

                   และที่ผมจะแนะนำให้ผู้ที่จะเตรียมสอบทนายทั้งหลายนี้ เน้นย้ำเรื่องนึงสำคัญในปัจจุบัน

ทางสำนักฝึกอบรมฯมีมาตรฐานสูงและปรับเปลี่ยนคุณภาพ ในการออกข้อสอบที่ค่อนข้างไปในทางคิด

วิเคราะห์ซับซ้อนขึ้น สิ่งที่จะแนะนำคือ หลักกฎหมาย และ แนวฎีกา โดยเฉพาะหลักกฎหมาย ผม

อยากให้ศึกษากันดูดีๆ เพราะการออกข้อสอบในปัจจุบันนี้ เวลาบรรยายฟ้องหรือคำให้การและฟ้องแย้ง

ต้องรู้หลักกฎหมายจากสาระบัญญัติด้วย เช่น ข้อสอบตั๋วรุ่น ภาคทฤษฏีรุ่นที่ 40 มีการออกสอบในคดี

เรื่องสัญญากู้ยืมอันมีมูลหนี้มาจากการโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ที่เจ้าหนี้ผู้รับโอนสิทธิทำ

สัญญาซื้อขายรถยนต์กับผู้ซื้อ ผู้ซื้อโอนสิทธิมาให้ผู้ขายซึ่งเป็นการโอนความเป็นเจ้าหนี้เรียกให้ชำระ

หนี้จากลูกหนี้ของผู้ซื้อ(เจ้าหนี้เดิม)แทนการชำระเงิน อันนี้หากผู้เข้าสอบไม่รู้หลักกฎหมายเกี่ยวกับเรื่อง

การโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งอยู่ในกฎหมายลักษณะหนี้ว่ามีหลักเกณฑ์อย่างไร ก็ไม่สามารถที่จะบรรยาย

ฟ้องให้ถูกต้องและสมบูรณ์ได้ มีโอกาสทำให้สอบตกสูงมาก แต่ในขณะเดียวกันหากคนที่รู้หลักฎหมาย

ก็จะนำมาปรับใช้เวลาบรรยายฟ้องได้ที่ถูกต้องและอาจสมบูรณ์ได้ ดังนั้นตรงนี้ส่วนตัวของผมจึงแนะนำ

ว่าอยากให้เน้นหลักกฎหมายเยอะๆเพราะมีส่วนสำคัญมากต่อการชี้ชะตาว่าสอบได้หรือไม่เลยครับ

       การศึกษาคำฟ้องนั้น แน่นอนว่าการออกข้อสอบโดยส่วนใหญ่จะออกสอบ ฟ้องแพ่ง และ ฟ้อง

อาญาเป็นหลัก แต่ในบ้างครั้งอาจออกสอบเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทคือคดีคำร้องขอต่างๆทางแพ่ง เช่น คดี

คำร้องขอตั้งเป็นผู้จัดการมรดก คำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ เป็นต้น แต่

สำหรับการสอบภาคปฎิบัติของตั๋วรุ่น และ ตั๋วปี มักออกสอบในเรื่องคำให้การของจำเลยและฟ้องแย้ง

ด้วย ซึ่งต้องทำความเข้าใจให้ดี ในทีนี้จะขอกล่าวถึงการร่างฟ้องในส่วนภาคทฤษฏีก่อน ซึ่งการออก

สอบจะมีเรื่อง คำฟ้องแพ่งและอาญา แต่บางทีอาจจะออกเรื่องคดีไม่มีข้อพิพาท


ติดตามต่อ ---------->>>>> แนวทางการสอบเป็นทนายความ 2 (ภาคทฤษฏี)