การตอบข้อสอบกฏหมายในชั้นปริญญาตรีนี้ โดยทั่วไปจะมีการเขียนตอบอยู่ 2 แบบซึ่ง
ได้แก่ การเขียนตอบปัญหากฏหมายความจำ และ การเขียนตอบปัญหากฏหมายวินิจฉัย
-ข้อสอบความจำ ก็คือ ข้อสอบที่ออกมาเพื่อทดสอบความรู้ ความเข้าใจ และความจำนักศึกษา โดย
จะมีลักษณะแบบถามตรง เพื่อให้นักศึกษาตอบได้เลยโดยไม่มีการวินิจฉัยเหมือนข้อสอบตุ๊กตาหรือ
อุทาหรณ์ เช่น ถามว่ากฏหมายคืออะไร เป็นต้น การตอบข้อสอบความจำนี้ มักจะเขียนแบบส่วนเดียว
แบบอธิบาย หรือสองส่วนอธิบายกับยกตัวอย่างก็ได้ แล้วแต่กรณี
-ข้อสอบวินิจฉัย คือข้อสอบลักษณะแบบตุ๊กตาหรืออุทาหรณ์นั้นเอง กล่าวคือเป็นข้อสอบที่ตั้งโจทย์คำ
ถามเป็นข้อเท็จจริงและให้เราจับประเด็นในการตอบ คิด วิเคราะห์ พิจารณาจากโจทย์ โดยการตอบใน
ลักษณะนี้โดยหลักจะเขียนแบ่งออกเป็นสามส่วนคือส่วนหลักกฏหมาย ส่วนวินิจฉัยและส่วนสรุป เพื่อจะ
ได้เห็นภาพ จะขอยกตัวเย่าง เช่น คำถามๆ ว่า เด็กชาย กบ อายุ 13 ปี ทำสัญญาซื้อรถจักรยาน 1 คัน
จาก นายจักร โดยที่บิดามารดามิได้รู้เห็นด้วย ดังนั้นสัญญาซื้อขายดังกล่าวมีผลสมบูรณ์หรือไม่
แนวการตอบ
กรณีตามปัญหาดังกล่าว มีหลักกฏหมายตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จะต้องนำมาประกอบ
การวินิจฉัยดังนี้
มาตรา 21 วางหลักไว้ว่า "ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใดๆ ต้องได้รับคำยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม
ก่อน
การใดๆ ที่ผู้เยาว์ได้ทำลงปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็นโมฆียะ ....."
วินิจฉัย
การที่เด็กชายกบ อายุ 13 ปี ทำสัญญาซื้อรถจักรยาน 1 คัน จาก นายจักรนั้นถือว่าเป็นการที่ผู้เยาว์
ได้ทำนิติกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมถึงจะทำให้นิติกรรมนั้น
สมบูรณ์ ตามมาตรา 21
เมื่อปรากฏว่าการทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวนั้น เด็กชาย กบ มิได้ขอความยินยอมจากบิดามารดาก่อน
ซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ดังนั้น สัญญาซื้อขายที่เด็กชาย กบ ทำขึ้นกับนายจักรจึงตกเป็นโมฆียะตาม
มาตรา 21
สรุป สัญญาซื้อขายดังกล่าวมีผลเป็นโมฆียะ
จากตัวอย่างจึงเห็นว่ามีสามส่วน ส่วนแรกยกหลักกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาคำถาม ส่วนที่สองวิจฉัย
คือปรับเอาหลักกฏหมายเข้ากับข้อเท็จจริงตามโจทย์ และได้คำตอบมา จึงสรุปอีกทีในส่วนที่สาม ครบ
สามส่วน
วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556
มาทำความรู้จักกับ นิติศาสตร์
นิติศาสตร์คืออะไร???
นิติศาสตร์ คือ การเรียนการศึกษาสายกฏหมาย หรือ ศาสตร์แห่งความรู้ด้านกฏหมายนั้นเอง
เป็นการศึกษาในแง่ของการเรียนรู้ การตีความ การใช้กฏหมายต่างๆ เช่น เรียนรู้กฏหมายว่าการกระทำ
ทั้งหลายที่ทำนั้นมีผลในทางกฏหมายอย่างไร และ วิธีการในทางปฏิบัติด้วย ซึ่งในปัจจุบันนี้ การเรียน
กฏหมายได้รับความนิยมมากไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สนใจกันมาเรียนตั้งแต่เด็กจนถึงวัยชรา มีการเปิดสอน
หลายมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว
เหตุที่ควรมาเรียนกฏหมายนั้น เชื่อว่าแต่ละคนมาเรียนเพื่อมีเป้าหมายที่แตกต่างกันหรือเหมือน
กัน จริงๆแล้วการเรียนกฏหมายหรือนิติศาสตร์นั้น ก็มีการพูดคุยกันในหมู่คนทั่วไปว่า เรียนยากมั้ง ท่อง
จำเยอะมั้ง อ่านหนังสือมากมั้ง หรือ อย่างอื่น ที่ทำให้เห็นว่าการเรียนสายกฏหมายนั้น ไม่ง่าย ซึ่งในมุม
มองผมมองว่าการเรียนกฏหมายนั้น ขอให้ท่านตั้งใจ ชอบมัน พยายามศึกษามันก็น่าจะศึกได้ไม่ยาก
แล้ว ซึ่งการเรียนกฏหมายนั้นแม้ว่าจะหนักเกินไปสำหรับบางคนก็ตาม แต่หากจบมาได้ ก็มีตลาดแรงงาน
ที่รองรับผู้ที่จบนิติศาสตร์มาไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งอาชีพที่คนจบนิติศาสตร์สามารถไปประกอบอาชีพได้
เช่น ผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ นิติกร ตำรวจ เป็นต้น โดยในการจัดการเรียนการสอน หลักสูตร
ปกติ 4 ปี แต่สำหรับบางมหาวิทยาลัยบางที่เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง อาจสำเร็จการศึกษาได้ภาย
ใน 2 ปีครึ่ง แต่หลักสูตรก็คือ 4 ปีเหมือนกัน นับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้แก่ตัวเด็กหรือนักศึกษาที่เข้าไป
ศึกษาสามารถจบได้ภายในระยะเวลาอันสั้นขึ้นอยู่กับความสามารถแต่ละคนด้วย
ถามว่าการมาเรียนนิติศาสตร์นั้นที่ว่าเรียนเกี่ยวกับกฏหมายนั้นมันเป็นอย่างไร ก็อธิบายแบบ
คร่าวๆว่า ก็มีการศึกษาถึงพื้นฐานของกฏหมายก่อนครับ เมื่อผ่านตรงนี้ไป ก็จะได้เรียนไปถึงกฏหมายแต่
ละเรื่องแต่ละฉบับ ซึ่งกฏหมายที่เราได้เรียนแต่ละตัวในมหาวิทยาลัยนั้น มุ่งเน้นให้นักศึกษาที่เรียนจบมา
เป็นบัณฑิตแล้ว สามารถนำกฏหมายไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง แม่นยำและเป็นธรรม เพราะ
ชีวิตจริง ท่านอาจจะต้องเจอกับกฏหมายอะไรต่อะไรที่ไม่เคยเจอในห้องเรียนมาก่อน แต่เนื่องจากใน
การเรียนชั้นปริญญาตรี เราได้การใช้ การตีความกฏหมายและหลักการต่างๆมาก็เป็นกระโยชน์ในภาย
ภาคหน้าเหมือนกันที่เราสามารถนำความรู้ไปใช้กับกฏหมายอื่นๆได้ด้วย
ซึ่งการเรียนนิติศาสตร์นั้น โดยทั่วไป ตามมหาวิทยาลัยของรัฐหรือเอกชนโดยส่วนใหญ่มีการ
เอนทรานซ์เข้าไปหรือสอบเข้า ก็จะมีระเบียบและวิธีการเข้าที่กำหนดไว้ แต่หากคนที่ไม่อยากสอบเข้า
หรือสอบเข้าที่ไหนไม่ได้ ก็มีมหาวิทยาลัยอยู่ 2 แห่งที่พร้อมรับท่านตลอด 24 (มิใช่เซเว่นนะ อิอิ) คือ
มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ มหาวิทยาลัยสุโขไทยธรรมธิราช เป็นระบบเปิด ที่มีแต่การสอบออกเท่า
นั้น ดังนั้นผู้ที่สนใจก็มาเรียนสองที่นี้ได้จะได้สัมผัสดูว่าเป็นอย่างไร ส่วนเมื่อเรียนจบแล้วไปไหนนั้น
ท่านสามารถดูที่โพสต์ไว้หัวข้อ จบแล้วไปไหนต่อ!!! ได้เพื่อเป็นแนวทางได้ในอนาคต
นิติศาสตร์ คือ การเรียนการศึกษาสายกฏหมาย หรือ ศาสตร์แห่งความรู้ด้านกฏหมายนั้นเอง
เป็นการศึกษาในแง่ของการเรียนรู้ การตีความ การใช้กฏหมายต่างๆ เช่น เรียนรู้กฏหมายว่าการกระทำ
ทั้งหลายที่ทำนั้นมีผลในทางกฏหมายอย่างไร และ วิธีการในทางปฏิบัติด้วย ซึ่งในปัจจุบันนี้ การเรียน
กฏหมายได้รับความนิยมมากไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สนใจกันมาเรียนตั้งแต่เด็กจนถึงวัยชรา มีการเปิดสอน
หลายมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว
เหตุที่ควรมาเรียนกฏหมายนั้น เชื่อว่าแต่ละคนมาเรียนเพื่อมีเป้าหมายที่แตกต่างกันหรือเหมือน
กัน จริงๆแล้วการเรียนกฏหมายหรือนิติศาสตร์นั้น ก็มีการพูดคุยกันในหมู่คนทั่วไปว่า เรียนยากมั้ง ท่อง
จำเยอะมั้ง อ่านหนังสือมากมั้ง หรือ อย่างอื่น ที่ทำให้เห็นว่าการเรียนสายกฏหมายนั้น ไม่ง่าย ซึ่งในมุม
มองผมมองว่าการเรียนกฏหมายนั้น ขอให้ท่านตั้งใจ ชอบมัน พยายามศึกษามันก็น่าจะศึกได้ไม่ยาก
แล้ว ซึ่งการเรียนกฏหมายนั้นแม้ว่าจะหนักเกินไปสำหรับบางคนก็ตาม แต่หากจบมาได้ ก็มีตลาดแรงงาน
ที่รองรับผู้ที่จบนิติศาสตร์มาไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งอาชีพที่คนจบนิติศาสตร์สามารถไปประกอบอาชีพได้
เช่น ผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ นิติกร ตำรวจ เป็นต้น โดยในการจัดการเรียนการสอน หลักสูตร
ปกติ 4 ปี แต่สำหรับบางมหาวิทยาลัยบางที่เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง อาจสำเร็จการศึกษาได้ภาย
ใน 2 ปีครึ่ง แต่หลักสูตรก็คือ 4 ปีเหมือนกัน นับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้แก่ตัวเด็กหรือนักศึกษาที่เข้าไป
ศึกษาสามารถจบได้ภายในระยะเวลาอันสั้นขึ้นอยู่กับความสามารถแต่ละคนด้วย
ถามว่าการมาเรียนนิติศาสตร์นั้นที่ว่าเรียนเกี่ยวกับกฏหมายนั้นมันเป็นอย่างไร ก็อธิบายแบบ
คร่าวๆว่า ก็มีการศึกษาถึงพื้นฐานของกฏหมายก่อนครับ เมื่อผ่านตรงนี้ไป ก็จะได้เรียนไปถึงกฏหมายแต่
ละเรื่องแต่ละฉบับ ซึ่งกฏหมายที่เราได้เรียนแต่ละตัวในมหาวิทยาลัยนั้น มุ่งเน้นให้นักศึกษาที่เรียนจบมา
เป็นบัณฑิตแล้ว สามารถนำกฏหมายไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง แม่นยำและเป็นธรรม เพราะ
ชีวิตจริง ท่านอาจจะต้องเจอกับกฏหมายอะไรต่อะไรที่ไม่เคยเจอในห้องเรียนมาก่อน แต่เนื่องจากใน
การเรียนชั้นปริญญาตรี เราได้การใช้ การตีความกฏหมายและหลักการต่างๆมาก็เป็นกระโยชน์ในภาย
ภาคหน้าเหมือนกันที่เราสามารถนำความรู้ไปใช้กับกฏหมายอื่นๆได้ด้วย
ซึ่งการเรียนนิติศาสตร์นั้น โดยทั่วไป ตามมหาวิทยาลัยของรัฐหรือเอกชนโดยส่วนใหญ่มีการ
เอนทรานซ์เข้าไปหรือสอบเข้า ก็จะมีระเบียบและวิธีการเข้าที่กำหนดไว้ แต่หากคนที่ไม่อยากสอบเข้า
หรือสอบเข้าที่ไหนไม่ได้ ก็มีมหาวิทยาลัยอยู่ 2 แห่งที่พร้อมรับท่านตลอด 24 (มิใช่เซเว่นนะ อิอิ) คือ
มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ มหาวิทยาลัยสุโขไทยธรรมธิราช เป็นระบบเปิด ที่มีแต่การสอบออกเท่า
นั้น ดังนั้นผู้ที่สนใจก็มาเรียนสองที่นี้ได้จะได้สัมผัสดูว่าเป็นอย่างไร ส่วนเมื่อเรียนจบแล้วไปไหนนั้น
ท่านสามารถดูที่โพสต์ไว้หัวข้อ จบแล้วไปไหนต่อ!!! ได้เพื่อเป็นแนวทางได้ในอนาคต
ทำข้อสอบได้แต่ตก(จริงหรือ)???
เนื่องจากผมเชื่อว่ามีผู้เข้าสอบจำนวนไม่น้อยเคยพูดว่า " เอ้ย!!ทำข้อสอบได้นะ แต่ทำไมไม่
ผ่านไม่รู้ " "เอ้ะ!!เพื่อนมันตอบผิด เราตอบถูก แต่มันผ่าน เราตกอ่ะ" "สภาทนายความแกล้ง
เด็กหรือปล่าวเนี้ย เด็กทำได้กลับให้ตกได้ไง" หรือมีคนพูดอื่นใดที่แสดงไปในทำนองเดียวกันนี้
วันนี้ผมอยากให้เปลี่ยนความคิดได้เลยนะครับ ลองคิดดูในทางความเป็นจริงนะครับว่า คนเราหากทำได้
จริงๆ ถูกต้อง สมบูรณ์ จะถึงกับว่าไม่ผ่านเชียวหรือครับ ซึ่งเรื่องนี้ผมก็เคยเจอผู้ที่เคยเข้าสอบมาบ่นตาม
เว็บบอร์ดต่างๆ จริงๆแล้วผมว่าไม่ใช่หรอกครับ สิ่งที่คุณมองว่าใช่อาจจะไม่ใช่ก็ได้ แน่นอนในขณะเดียว
กันสิ่งที่คุณมองว่าไม่ใช่มันอาจจะใช่ก็ได้
ผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้เข้าสอบที่ตอนสอบครั้งแรกของผม ๆ คิดว่าผมทำได้แน่ๆ ทำถูก ทำได้ แม้ว่า
จะผิดมากก็ตาม จะทำให้ถึงกับว่าไม่ผ่านเชียวหรือ แค่ 50 คะแนนเอง ผิดได้ตั้งครึ่งหนึ่งนะ ซึ่งปรากฎ
ว่าผลสอบออกมาผมก็ไม่ผ่านจริงๆ และในครั้งนั้น เล่นเอาผมถึงกับจิตตกไปช่วงหนึ่งเลยครับ แบบเสีย
ความมั่นใจตามไปด้วย ซึ่งหลังจากนั้นเองผมก็ได้ศึกษาหาวิธีการต่างๆในเนื้อหาที่เกี่ยวกับการ
สอบทนายความจากตำรานู่น ตำรานี่มั้ง จนตอนหลังผมก็สามารถทำข้อสอบได้ทั้งแบบรุ่นและแบบปี
ในคะแนนที่น่าพอใจครับ โดยผมลองมานึกย้อนวันที่ผมสอบครั้งแรกแล้วคิดว่าทำไมนะเราถึงสอบไม่
ได้ทั้งที่คิดว่าทำได้ ผมจึงค้นพบในข้อบกพร่องเหล่านี้ครับ
1.จำแนวคำตอบข้อสอบเก่ามาตอบโดยไม่เข้าใจในสิ่งนั้น ขาดการวิเคราห์ และจำคัดลอกมา
ใส่ในการสอบ ทั้งที่ข้อสอบที่สั่งให้ทำนั้น คลาดเคลื่อนจากข้อสอบเก่าที่เราจำมาตอบ เช่น จำ
มาว่าเวลาขอปิดหมาย ส่งหมาย อ้างถึงภูมิลำเนาจำเลยจำมาว่าต้องอ้างสำเนาทะเบียนบ้านเท่านั้น ทั้ง
ที่ข้อสอบรุ่นนั้นให้ส่งหมายไปถึงกรณีมีนิติบุคคลเป็นจำเลยด้วย หรือ เช่น มีจำเลยหลายคน จำในข้อ
สอบเก่าเขียนไปเขียนถึงจำเลยคนเดียว แบบนี้ เหมือนกับว่าไม่ได้คิด วิเคราะห์ในการทำข้อสอบเลย
2.ในการศึกษาจากข้อสอบเก่านั้น ดู ผ่านตา อ่านเอาเข้าใจจริง แต่ไม่เคยหัดเขียน หัดทำข้อสอบ
เก่าเลย จึงไม่ค่อยได้คิด ได้วิเคราะห์เลย แน่นอนพอมาเวลาสอบจริงก็นั่งใบ้กันสักพักกว่าจะได้ลง
มือเขียนไม่รู้จะเริ่มจากต้นจนจบอย่างไร แต่สุดท้ายก็แถมาได้จนจบและคิดว่าที่เราเขียนไปนี้ทำได้แน่
นอน ซึ่งเป็นการคิดว่าผ่านโดยไม่มีหลักประกันซะด้วย
3.คิดว่าในการทำข้อสอบเราเขียนมีหลักการเยอะ อ้างเอกสารท้ายฟ้อง เป็นทางการมาก ดังนั้นให้รู้สิว่า
จะถึงกับไม่ผ่าน ซึ่งจริงๆแล้วต่อมาผลสอบออกมาไม่ผ่านจริงด้วย เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่ครับ เขียนดีแค่
ไหน ถ้าผิดธง ผิดประเด็น ผิดทุกอย่างที่เขามีธงของเขาไว้แล้วครับ จบเลย!!
4.หลังสอบแชร์กับเพื่อนว่า นี่!!ตอบถูก ต้องตอบว่า........(ซึ่งความจริงที่บอกคำตอบถูกนั้นเอาคำ
ตอบตัวเองเองเป็นที่ตั้ง ทั้งที่จริง ธงของสภาฯยังไม่ออกเลย ก็เหมือนหลอกตัวเองนิดๆ อิอิ
(-.-")) และ พอผลสอบออกมา เอ้ะ!! เพื่อนมันผ่านได้ไงอ่ะ มันตอบผิดแต่ผ่าน เราตอบถูกแต่ตก (ซึ่ง
บางทีเพื่อนอาจจะตอบถูกก็ได้ แต่เราก็สำคัญผิดว่าเพื่อนตอบผิด) นี้แหละปัญหา หรือ ไม่ก็บางที
แม้เพื่อนตอบผิดจริง แต่หากผิดประเด็นสัก 1 หรือ 2 ประเด็น และ มิใช่ประเด็นหรือเนื้อหาที่
สำคัญที่ทำให้ผิดมากและหักคะแนนมาก ก็ไม่ถึงกับทำให้ตกได้หรอกครับ หากที่เหลือทำได้
หมดถูกต้อง และขณะเดียวกันเองที่เราบอกว่าตอบถูก แม้ว่าความจริงถูกก็ตาม แต่ถ้าถูก
ประเด็นเดียว ถูกข้อเดียว ที่เหลือผิดไปหมด ปรนัยก็แทบไม่ได้แบบนี้ โอกาสตกซึ่งมีสูงมาก
5.ทางที่ดีที่สุดที่ทำให้ตาสว่าง ปัญญาเกิด ความเข้าใจ ความรู้แตกฉานได้ เป็นวิธีที่ผมแนะนำที่สุด คือ
ไปขอตรวจดูสมุดคำตอบของท่านที่สภาทนายความ เพราะท่านจะได้รู้ทุกอย่างว่าที่ท่านกล่าวอ้าง
ว่าทำได้ ทำถูก ทำดี ทำทุกอย่างที่กล่าวอ้างนะ จริงหรือไม่อย่างไร เพื่อที่ท่านจะได้รู้ความจริง ไม่ต้อง
หลอกตัวเอง ไม่ต้องด่าว่าสภาทนายไม่เป็นธรรม ตรวจข้อสอบมั่ว วิธีนี้ชัดเจนที่สุดในความเห็นผมนะ
ครับ
ดังนั้นผมจึงเก็บประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังในฐานะคนที่เคยผ่านมาก่อนก็อาจมีประโยชน์กับใครหลาย
คนนะครับ จะได้เปลี่ยนแนวคิด หันมาเจอแสงสว่างใหม่ ผมเชื่อว่าคนเราหากรู้ข้อบกพร่องตัวเอง
แล้ว ย่อมแก้ไขได้ไม่ยาก เมื่อแก้ไม่ยากย่อมสำเร็จผลได้แน่ครับ ไม่มีใครหลอกครับที่รู้มาตั้งแต่
เกิดทุกอย่าง แม้แต่คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ทรงความรู้ ผู้รอบรู้ทุกอย่างก็ไม่ทุกอย่างจริงหรอกครับอย่าง
สำนวนที่ว่า "สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง" แล้วเหตุไฉนนักศึกษาสอบตั๋วทนายจะหลงผิด
บางประการมั้งไม่ได้จริงไหมครับ แต่ประเภทที่ไม่รู้ แต่อวดเก่งอวดฉลาดนะ แบบนี้ไม่เอานะครับ อิอิ
ผ่านไม่รู้ " "เอ้ะ!!เพื่อนมันตอบผิด เราตอบถูก แต่มันผ่าน เราตกอ่ะ" "สภาทนายความแกล้ง
เด็กหรือปล่าวเนี้ย เด็กทำได้กลับให้ตกได้ไง" หรือมีคนพูดอื่นใดที่แสดงไปในทำนองเดียวกันนี้
วันนี้ผมอยากให้เปลี่ยนความคิดได้เลยนะครับ ลองคิดดูในทางความเป็นจริงนะครับว่า คนเราหากทำได้
จริงๆ ถูกต้อง สมบูรณ์ จะถึงกับว่าไม่ผ่านเชียวหรือครับ ซึ่งเรื่องนี้ผมก็เคยเจอผู้ที่เคยเข้าสอบมาบ่นตาม
เว็บบอร์ดต่างๆ จริงๆแล้วผมว่าไม่ใช่หรอกครับ สิ่งที่คุณมองว่าใช่อาจจะไม่ใช่ก็ได้ แน่นอนในขณะเดียว
กันสิ่งที่คุณมองว่าไม่ใช่มันอาจจะใช่ก็ได้
ผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้เข้าสอบที่ตอนสอบครั้งแรกของผม ๆ คิดว่าผมทำได้แน่ๆ ทำถูก ทำได้ แม้ว่า
จะผิดมากก็ตาม จะทำให้ถึงกับว่าไม่ผ่านเชียวหรือ แค่ 50 คะแนนเอง ผิดได้ตั้งครึ่งหนึ่งนะ ซึ่งปรากฎ
ว่าผลสอบออกมาผมก็ไม่ผ่านจริงๆ และในครั้งนั้น เล่นเอาผมถึงกับจิตตกไปช่วงหนึ่งเลยครับ แบบเสีย
ความมั่นใจตามไปด้วย ซึ่งหลังจากนั้นเองผมก็ได้ศึกษาหาวิธีการต่างๆในเนื้อหาที่เกี่ยวกับการ
สอบทนายความจากตำรานู่น ตำรานี่มั้ง จนตอนหลังผมก็สามารถทำข้อสอบได้ทั้งแบบรุ่นและแบบปี
ในคะแนนที่น่าพอใจครับ โดยผมลองมานึกย้อนวันที่ผมสอบครั้งแรกแล้วคิดว่าทำไมนะเราถึงสอบไม่
ได้ทั้งที่คิดว่าทำได้ ผมจึงค้นพบในข้อบกพร่องเหล่านี้ครับ
1.จำแนวคำตอบข้อสอบเก่ามาตอบโดยไม่เข้าใจในสิ่งนั้น ขาดการวิเคราห์ และจำคัดลอกมา
ใส่ในการสอบ ทั้งที่ข้อสอบที่สั่งให้ทำนั้น คลาดเคลื่อนจากข้อสอบเก่าที่เราจำมาตอบ เช่น จำ
มาว่าเวลาขอปิดหมาย ส่งหมาย อ้างถึงภูมิลำเนาจำเลยจำมาว่าต้องอ้างสำเนาทะเบียนบ้านเท่านั้น ทั้ง
ที่ข้อสอบรุ่นนั้นให้ส่งหมายไปถึงกรณีมีนิติบุคคลเป็นจำเลยด้วย หรือ เช่น มีจำเลยหลายคน จำในข้อ
สอบเก่าเขียนไปเขียนถึงจำเลยคนเดียว แบบนี้ เหมือนกับว่าไม่ได้คิด วิเคราะห์ในการทำข้อสอบเลย
2.ในการศึกษาจากข้อสอบเก่านั้น ดู ผ่านตา อ่านเอาเข้าใจจริง แต่ไม่เคยหัดเขียน หัดทำข้อสอบ
เก่าเลย จึงไม่ค่อยได้คิด ได้วิเคราะห์เลย แน่นอนพอมาเวลาสอบจริงก็นั่งใบ้กันสักพักกว่าจะได้ลง
มือเขียนไม่รู้จะเริ่มจากต้นจนจบอย่างไร แต่สุดท้ายก็แถมาได้จนจบและคิดว่าที่เราเขียนไปนี้ทำได้แน่
นอน ซึ่งเป็นการคิดว่าผ่านโดยไม่มีหลักประกันซะด้วย
3.คิดว่าในการทำข้อสอบเราเขียนมีหลักการเยอะ อ้างเอกสารท้ายฟ้อง เป็นทางการมาก ดังนั้นให้รู้สิว่า
จะถึงกับไม่ผ่าน ซึ่งจริงๆแล้วต่อมาผลสอบออกมาไม่ผ่านจริงด้วย เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่ครับ เขียนดีแค่
ไหน ถ้าผิดธง ผิดประเด็น ผิดทุกอย่างที่เขามีธงของเขาไว้แล้วครับ จบเลย!!
4.หลังสอบแชร์กับเพื่อนว่า นี่!!ตอบถูก ต้องตอบว่า........(ซึ่งความจริงที่บอกคำตอบถูกนั้นเอาคำ
ตอบตัวเองเองเป็นที่ตั้ง ทั้งที่จริง ธงของสภาฯยังไม่ออกเลย ก็เหมือนหลอกตัวเองนิดๆ อิอิ
(-.-")) และ พอผลสอบออกมา เอ้ะ!! เพื่อนมันผ่านได้ไงอ่ะ มันตอบผิดแต่ผ่าน เราตอบถูกแต่ตก (ซึ่ง
บางทีเพื่อนอาจจะตอบถูกก็ได้ แต่เราก็สำคัญผิดว่าเพื่อนตอบผิด) นี้แหละปัญหา หรือ ไม่ก็บางที
แม้เพื่อนตอบผิดจริง แต่หากผิดประเด็นสัก 1 หรือ 2 ประเด็น และ มิใช่ประเด็นหรือเนื้อหาที่
สำคัญที่ทำให้ผิดมากและหักคะแนนมาก ก็ไม่ถึงกับทำให้ตกได้หรอกครับ หากที่เหลือทำได้
หมดถูกต้อง และขณะเดียวกันเองที่เราบอกว่าตอบถูก แม้ว่าความจริงถูกก็ตาม แต่ถ้าถูก
ประเด็นเดียว ถูกข้อเดียว ที่เหลือผิดไปหมด ปรนัยก็แทบไม่ได้แบบนี้ โอกาสตกซึ่งมีสูงมาก
5.ทางที่ดีที่สุดที่ทำให้ตาสว่าง ปัญญาเกิด ความเข้าใจ ความรู้แตกฉานได้ เป็นวิธีที่ผมแนะนำที่สุด คือ
ไปขอตรวจดูสมุดคำตอบของท่านที่สภาทนายความ เพราะท่านจะได้รู้ทุกอย่างว่าที่ท่านกล่าวอ้าง
ว่าทำได้ ทำถูก ทำดี ทำทุกอย่างที่กล่าวอ้างนะ จริงหรือไม่อย่างไร เพื่อที่ท่านจะได้รู้ความจริง ไม่ต้อง
หลอกตัวเอง ไม่ต้องด่าว่าสภาทนายไม่เป็นธรรม ตรวจข้อสอบมั่ว วิธีนี้ชัดเจนที่สุดในความเห็นผมนะ
ครับ
ดังนั้นผมจึงเก็บประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังในฐานะคนที่เคยผ่านมาก่อนก็อาจมีประโยชน์กับใครหลาย
คนนะครับ จะได้เปลี่ยนแนวคิด หันมาเจอแสงสว่างใหม่ ผมเชื่อว่าคนเราหากรู้ข้อบกพร่องตัวเอง
แล้ว ย่อมแก้ไขได้ไม่ยาก เมื่อแก้ไม่ยากย่อมสำเร็จผลได้แน่ครับ ไม่มีใครหลอกครับที่รู้มาตั้งแต่
เกิดทุกอย่าง แม้แต่คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ทรงความรู้ ผู้รอบรู้ทุกอย่างก็ไม่ทุกอย่างจริงหรอกครับอย่าง
สำนวนที่ว่า "สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง" แล้วเหตุไฉนนักศึกษาสอบตั๋วทนายจะหลงผิด
บางประการมั้งไม่ได้จริงไหมครับ แต่ประเภทที่ไม่รู้ แต่อวดเก่งอวดฉลาดนะ แบบนี้ไม่เอานะครับ อิอิ
วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556
จบแล้วไปไหนต่อ!!!
ไปได้หลายทาง........!!! ก็จริงๆนะครับ ไปได้เยอะ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาสายนี้ไปได้หลายเส้น
ทาง เมื่อถามผู้ที่จบมาแล้วก็จะบอกกันว่าจบแล้ว ไปต่อเนติ บ้างก็บอกไปสอบตั๋ว บ้างก็บอกจะไปต่อ
โทหรือที่หลุดโลกไปเลยกลับไปนอนกินที่บ้านเฉยๆ......( -.-") หรืออาจจะทำอย่างอื่นก็ได้แล้วแต่วัตถุ
ประสงค์ของแต่ละคน แต่หัวข้อนี้กระผมจะแนะนำให้คนที่อยากทราบว่าจบแล้วไปไหน ขอยึดตามแนว
ของผู้ที่จบกฎหมายโดยทั่วไปเชื่อว่าไม่น้อยกว่า 50 % ของผู้ที่จบนิติศาสตร์ทั้งหมด หลังจากจบแล้ว
น่าจะมาทำสิ่งต่อไปดังที่จะแนะนำให้ต่อไปนี้
ศึกษาต่อชั้นเนติบัณฑิต นี้น่าจะถือเป็นว่าเป็นตัวหลักเลยที่เด็กนิติให้ความสนใจเพื่อมุ่งจะศึกษาต่อ
เมื่อจบนิติและผู้ที่จบนิติแล้ว เชื่อกันว่าใครสามารถพิชิตสนามนี้ได้ เป็นที่ยอมรับในหมู่คนทั่วไปและนัก
กฎหมายด้วยกันว่า "เทพ" เนื่องจากการศึกษาต่อเนติฯเป็นการศึกษาเรียนรู้กฎหมายชั้นสูง จริงๆแล้วก็
เหมือนกับการได้เรียนทบทวนกฎหมายทั้งหมดที่เคยได้เรียนสมัยเรียนนิติศาสตร์ ซึ่งเนติฯนั้นเป็นการ
ศึกษาที่ได้จัดตั้งขึ้นโดย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา โดยการศึกษาในชั้นเนติฯนี้ มี
ทั้งหมด 4 สาขาวิชาที่เราต้องสอบให้ผ่านทั้งหมดซึ่งหากผ่านทั้งหมดก็จะพิชิตได้เป็น "เนติบัณฑิตไทย"
ซึ่งสรุปได้ว่า กฎหมาย 4 สาขาวิชานี้ ออกสอบในเรื่องกฎหมายสี่มุมเมืองซึ่งได้แก่ อาญา แพ่ง
วิ.อาญา และ วิ.แพ่ง และกฎหมายพิเศษที่น่าจะเคยได้เรียนมาแล้วในชั้นปริญญาตรี แต่ในชั้นเนติฯค่อน
ข้างจะยากซับซ้อนกว่า ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆที่ใครจะพิชิตได้ ซึ่งการมาศึกษาต่อที่นี้ส่วน
ใหญ่จะมาสอบเพื่ออนาคตไว้สอบผู้พิพากษาหรืออัยการซึ่งเป็นเป้าหมายที่ใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่ของนักศึกษา
กฎหมายหลายคน หากไม่ได้เนติฯก็ไม่สามารถจะสอบได้ หากใครอยากเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการก็ต้อง
ผ่านสนามนี้มาให้ได้ก่อนนะครับ!!
สอบตั๋วทนาย อันนี้เป็นที่รือกันมานานแล้วว่า เด็กนิติเมื่อจบแล้วห้ามพลาดตัวนี้คือ ตั๋วทนาย สำหรับ
ใครที่ใฝ่ฝันจะเป็นทนายความ หลังจากจบนิติมาแล้ว ท่านก็มาสอบตั๋วทนายให้ได้ ก็จะได้เป็นทนาย
แล้ว ซึ่งดูแล้วใครอยากเป็นทนายช่างเหนื่อยน้อยกว่าอัยการ ผู้พิพากษาเยอะเลย.....แต่ส่วนใหญ่มันไม่
ได้เป็นแบบนั้นครับที่คนมาสอบตั๋วทนายเพื่ออยากเป็นทนาย ที่ใครๆเขาฮิตสอบตั๋วกันเพราะว่าจะเอาไป
เป็นคุณสมบัติในการสอบอัยการหรือผู้พิพากษานะครับ แต่ที่กล่าวในเรื่องเนติฯมาเมื่อกี้อันนั้นบังคับต้อง
มีเนติฯถึงสอบผู้พิพากษาหรืออัยการได แต่ตั๋วทนายจริงๆไม่ได้บังคับหรอกครับ อาจจะไปทำงานเกี่ยว
กับกฎหมายซึ่งได้อายุงานไม่น้อยกว่า 2 ปี ที่ ก ต เขารับรองนะครับ เพราะครจะสอบอัยการผู้พิพากษา
ได้ เขาบังคับว่าต้องจบเนติฯผ่านงานกฎหมายไม่น้อยกว่า 2 ปีด้วย แต่หากได้ตั๋วทนายมา ท่านก็ต้องว่า
ความ 20 คดีด้วยนะครับบถึงจะมีสิทธิสอบ สำหรับตั๋วทนายนั้น ได้จัดสอบโดย สำนักฝึกอบรมวิชาว่า
ความแห่งสภาทนายความ โดยสามารถสมัครสอบได้ 2 ประเภท คือตั๋วรุ่นและตั๋วปี ซึ่งกระผมได้ทำหัว
ข้อไว้ให้อ่านแล้วครับในบล็อกนี้ หัวข้อ เกี่ยวกับตั๋วรุ่น - ตั๋วปี ดังนั้นตั๋วทนายนี้เป็นหนึ่งทางเลือกที่
ใครๆที่ต้องมีไว้ในครอบครองครับ เพราะเชื่อว่าไม่ว่าวันใดวันหนึ่งท่านอาจได้ใช้มัน
ศึกษาต่อปริญญาโท(หรือไปถึงเอก) เส้นทางนี้ไว้สำหรับนักกฎหมายสายวิชาการครับซึ่งเป็นสาย
สามัญของผู้ที่จบตรีแล้วไปต่อโท ซึ่งการศึกษาในระดับปริญญาโทนี้ สูงกว่าเนติฯ เนื่องจากเนติมีหลัก
สูตร 1 ปี แต่ปริญญาโท 2 ปี ซึ่งการจบปริญญาโทนี้ มีผลมากเวลาได้เข้าทำงานภาครัฐและเอกชน โดย
เฉพาะภาครัฐมีผลต่อการปรับฐานเงินเดือนที่สูงขึ้นตามวุฒิการศึกษา และนอกจากนี้การที่ได้เรียนและ
จบสายนี้มีคุณสมบัติมีสิทธิสอบอัยการและผู้พิพากษาสยามเล็กอีกด้วย หากมีทั้งเนติฯและปริญญาโท
เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองมากขึ้นเลยทีเดียว นอกจากนี้สายวิชาการนี้ยังกว้างขวางสามารถเข้าไปเป็น
ได้หลายอาชีพ เช่น นักวิชาการด้านกฎหมาย อาจารย์สอนกฎหมาย ซึ่งสมัยนี้มีผู้คนได้ให้ความสำคัญ
ในการศึกษาต่อระดับปริญญาโทเยอะขึ้นมาก
นอกจากที่กล่าวมาแล้ว 3 เส้นทางที่ผู้คนมักไปต่อหลังจบนิติแล้ว บางคนอาจไม่ได้
ต้องการมา 3 ทางนี้ เช่น บางคนต้องการเป็นนิติกร มีสิทธิสอบได้เลยหรือจะสอบตำรวจหรืออาชีพอะไร
ก็แล้วแต่ซึ่งไปได้กว้างมาก แม้แต่จะไปสอบ ก.พ. เพื่อจะไปเป็นปลัด หรือ เจ้าหน้าที่ศาลปกครองก็ได้
เห็นไหมครับว่าเส้นทางหลังจบนิติแล้วมีทางไปเยอะแยะมาก กระผมจึงอธิบายให้พอเห็นภาพได้ว่า จบ
นิติแล้วไปไหนต่อแบบคร่าวๆเพื่อให้ผู้ที่ศึกษาอยู่หรือคิดจะศึกษาหรือจบมาแล้วแต่ยังไม่ได้ไปต่อไหน
สอบอะไร เพื่อให้ดูเป็นแนวทางประกอบตัดสินใจได้บ้างครับ ^^
ทาง เมื่อถามผู้ที่จบมาแล้วก็จะบอกกันว่าจบแล้ว ไปต่อเนติ บ้างก็บอกไปสอบตั๋ว บ้างก็บอกจะไปต่อ
โทหรือที่หลุดโลกไปเลยกลับไปนอนกินที่บ้านเฉยๆ......( -.-") หรืออาจจะทำอย่างอื่นก็ได้แล้วแต่วัตถุ
ประสงค์ของแต่ละคน แต่หัวข้อนี้กระผมจะแนะนำให้คนที่อยากทราบว่าจบแล้วไปไหน ขอยึดตามแนว
ของผู้ที่จบกฎหมายโดยทั่วไปเชื่อว่าไม่น้อยกว่า 50 % ของผู้ที่จบนิติศาสตร์ทั้งหมด หลังจากจบแล้ว
น่าจะมาทำสิ่งต่อไปดังที่จะแนะนำให้ต่อไปนี้
ศึกษาต่อชั้นเนติบัณฑิต นี้น่าจะถือเป็นว่าเป็นตัวหลักเลยที่เด็กนิติให้ความสนใจเพื่อมุ่งจะศึกษาต่อ
เมื่อจบนิติและผู้ที่จบนิติแล้ว เชื่อกันว่าใครสามารถพิชิตสนามนี้ได้ เป็นที่ยอมรับในหมู่คนทั่วไปและนัก
กฎหมายด้วยกันว่า "เทพ" เนื่องจากการศึกษาต่อเนติฯเป็นการศึกษาเรียนรู้กฎหมายชั้นสูง จริงๆแล้วก็
เหมือนกับการได้เรียนทบทวนกฎหมายทั้งหมดที่เคยได้เรียนสมัยเรียนนิติศาสตร์ ซึ่งเนติฯนั้นเป็นการ
ศึกษาที่ได้จัดตั้งขึ้นโดย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา โดยการศึกษาในชั้นเนติฯนี้ มี
ทั้งหมด 4 สาขาวิชาที่เราต้องสอบให้ผ่านทั้งหมดซึ่งหากผ่านทั้งหมดก็จะพิชิตได้เป็น "เนติบัณฑิตไทย"
ซึ่งสรุปได้ว่า กฎหมาย 4 สาขาวิชานี้ ออกสอบในเรื่องกฎหมายสี่มุมเมืองซึ่งได้แก่ อาญา แพ่ง
วิ.อาญา และ วิ.แพ่ง และกฎหมายพิเศษที่น่าจะเคยได้เรียนมาแล้วในชั้นปริญญาตรี แต่ในชั้นเนติฯค่อน
ข้างจะยากซับซ้อนกว่า ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆที่ใครจะพิชิตได้ ซึ่งการมาศึกษาต่อที่นี้ส่วน
ใหญ่จะมาสอบเพื่ออนาคตไว้สอบผู้พิพากษาหรืออัยการซึ่งเป็นเป้าหมายที่ใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่ของนักศึกษา
กฎหมายหลายคน หากไม่ได้เนติฯก็ไม่สามารถจะสอบได้ หากใครอยากเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการก็ต้อง
ผ่านสนามนี้มาให้ได้ก่อนนะครับ!!
สอบตั๋วทนาย อันนี้เป็นที่รือกันมานานแล้วว่า เด็กนิติเมื่อจบแล้วห้ามพลาดตัวนี้คือ ตั๋วทนาย สำหรับ
ใครที่ใฝ่ฝันจะเป็นทนายความ หลังจากจบนิติมาแล้ว ท่านก็มาสอบตั๋วทนายให้ได้ ก็จะได้เป็นทนาย
แล้ว ซึ่งดูแล้วใครอยากเป็นทนายช่างเหนื่อยน้อยกว่าอัยการ ผู้พิพากษาเยอะเลย.....แต่ส่วนใหญ่มันไม่
ได้เป็นแบบนั้นครับที่คนมาสอบตั๋วทนายเพื่ออยากเป็นทนาย ที่ใครๆเขาฮิตสอบตั๋วกันเพราะว่าจะเอาไป
เป็นคุณสมบัติในการสอบอัยการหรือผู้พิพากษานะครับ แต่ที่กล่าวในเรื่องเนติฯมาเมื่อกี้อันนั้นบังคับต้อง
มีเนติฯถึงสอบผู้พิพากษาหรืออัยการได แต่ตั๋วทนายจริงๆไม่ได้บังคับหรอกครับ อาจจะไปทำงานเกี่ยว
กับกฎหมายซึ่งได้อายุงานไม่น้อยกว่า 2 ปี ที่ ก ต เขารับรองนะครับ เพราะครจะสอบอัยการผู้พิพากษา
ได้ เขาบังคับว่าต้องจบเนติฯผ่านงานกฎหมายไม่น้อยกว่า 2 ปีด้วย แต่หากได้ตั๋วทนายมา ท่านก็ต้องว่า
ความ 20 คดีด้วยนะครับบถึงจะมีสิทธิสอบ สำหรับตั๋วทนายนั้น ได้จัดสอบโดย สำนักฝึกอบรมวิชาว่า
ความแห่งสภาทนายความ โดยสามารถสมัครสอบได้ 2 ประเภท คือตั๋วรุ่นและตั๋วปี ซึ่งกระผมได้ทำหัว
ข้อไว้ให้อ่านแล้วครับในบล็อกนี้ หัวข้อ เกี่ยวกับตั๋วรุ่น - ตั๋วปี ดังนั้นตั๋วทนายนี้เป็นหนึ่งทางเลือกที่
ใครๆที่ต้องมีไว้ในครอบครองครับ เพราะเชื่อว่าไม่ว่าวันใดวันหนึ่งท่านอาจได้ใช้มัน
ศึกษาต่อปริญญาโท(หรือไปถึงเอก) เส้นทางนี้ไว้สำหรับนักกฎหมายสายวิชาการครับซึ่งเป็นสาย
สามัญของผู้ที่จบตรีแล้วไปต่อโท ซึ่งการศึกษาในระดับปริญญาโทนี้ สูงกว่าเนติฯ เนื่องจากเนติมีหลัก
สูตร 1 ปี แต่ปริญญาโท 2 ปี ซึ่งการจบปริญญาโทนี้ มีผลมากเวลาได้เข้าทำงานภาครัฐและเอกชน โดย
เฉพาะภาครัฐมีผลต่อการปรับฐานเงินเดือนที่สูงขึ้นตามวุฒิการศึกษา และนอกจากนี้การที่ได้เรียนและ
จบสายนี้มีคุณสมบัติมีสิทธิสอบอัยการและผู้พิพากษาสยามเล็กอีกด้วย หากมีทั้งเนติฯและปริญญาโท
เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองมากขึ้นเลยทีเดียว นอกจากนี้สายวิชาการนี้ยังกว้างขวางสามารถเข้าไปเป็น
ได้หลายอาชีพ เช่น นักวิชาการด้านกฎหมาย อาจารย์สอนกฎหมาย ซึ่งสมัยนี้มีผู้คนได้ให้ความสำคัญ
ในการศึกษาต่อระดับปริญญาโทเยอะขึ้นมาก
นอกจากที่กล่าวมาแล้ว 3 เส้นทางที่ผู้คนมักไปต่อหลังจบนิติแล้ว บางคนอาจไม่ได้
ต้องการมา 3 ทางนี้ เช่น บางคนต้องการเป็นนิติกร มีสิทธิสอบได้เลยหรือจะสอบตำรวจหรืออาชีพอะไร
ก็แล้วแต่ซึ่งไปได้กว้างมาก แม้แต่จะไปสอบ ก.พ. เพื่อจะไปเป็นปลัด หรือ เจ้าหน้าที่ศาลปกครองก็ได้
เห็นไหมครับว่าเส้นทางหลังจบนิติแล้วมีทางไปเยอะแยะมาก กระผมจึงอธิบายให้พอเห็นภาพได้ว่า จบ
นิติแล้วไปไหนต่อแบบคร่าวๆเพื่อให้ผู้ที่ศึกษาอยู่หรือคิดจะศึกษาหรือจบมาแล้วแต่ยังไม่ได้ไปต่อไหน
สอบอะไร เพื่อให้ดูเป็นแนวทางประกอบตัดสินใจได้บ้างครับ ^^
วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556
แบบที่ต้องหัดเขียนเพื่อเตรียมตัวสอบ
โดยมีทั้งหนังสือ สัญญา และ ฟอล์มต่างๆซึ่งน่าสนใจ โดยต้องจำหลักเกณฑ์และเขียนให้
ได้เป็นเบื้องต้น เพราะมีโอกาสออกสอบและออกสอบมาแล้ว ซึ่งรวบรวมมาให้เพื่อไปทำความเข้าใจ
ศึกษากันให้ดีๆ มีดังต่อไปนี้
-หนังสือบอกกล่าวทวงถาม
-ใบแต่งทนาย (เน้น!!ภาคปฏิบัติ และ ตัวปี)
-หนังสือร้องทุกข์ต่อหนักงานสอบสวน
-หนังสือมอบอำนาจ
-หนังสือยินยอม
-หนังสือแจ้งการโอนสิทธิ
-คำแถลงขอส่งหมาย/ปิดหมาย/ส่งทางไปรษณีย์/ส่งข้ามเขต
-คำร้อง/คำบอกกล่าวขอถอนฟ้อง
-คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับอัยการ
-คำขอให้ออกหมายบังคับคดี
-คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง
-คำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกพยาน
-คำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติม
-คำร้องขอให้เรียกทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลย
-คำร้องขอดำเนินคดีต่างผู้ตาย
-คำร้องขอเลื่อนคดี
-คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา
-คำร้องขอให้ศาลออกนั่งพิจารณา
-คำร้องขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว
-คำร้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัด
-คำร้องขอให้ศาลชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น (เน้น!!ภาคปฏิบัติ และ ตัวปี)
-คำร้องขอคัดถ่าย.......
-สัญญาประนีประนอมยอมความในศาล
-สัญญาเช่าบ้าน,กู้ยืม,ค้ำประกัน ฯลฯ
-สัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง
-คำฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญา
-คำให้การของจำเลยและฟ้องแย้ง (เน้น!!ภาคปฏิบัติ และ ตัวปี)
-คำร้องขอให้ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถ
-คำร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดก
-คำร้องขอให้ศาลสั่งเป็นบุคคลสาบสูญ
-พินัยกรรมแบบธรรมดา (เน้น!!ภาคปฏิบัติ และ ตัวปี)
-??????????????
***** หมายเหตุ. ข้อมูลอาจอัพเดทได้ตลอดเวลา สามารถติดตามได้ซึ่งจะเรียบเรียงไว้ให้จากสถิติที่
เคยออกสอบมาแล้วและมีโอกาสออกสอบอีกโดยอาศัยข้อเท็จจริงต่างกัน แต่มีหลักเกณฑ์เหมือนกัน
ดังนั้น ต้องพยายามหัดเขียนนะครับ
ได้เป็นเบื้องต้น เพราะมีโอกาสออกสอบและออกสอบมาแล้ว ซึ่งรวบรวมมาให้เพื่อไปทำความเข้าใจ
ศึกษากันให้ดีๆ มีดังต่อไปนี้
-หนังสือบอกกล่าวทวงถาม
-ใบแต่งทนาย (เน้น!!ภาคปฏิบัติ และ ตัวปี)
-หนังสือร้องทุกข์ต่อหนักงานสอบสวน
-หนังสือมอบอำนาจ
-หนังสือยินยอม
-หนังสือแจ้งการโอนสิทธิ
-คำแถลงขอส่งหมาย/ปิดหมาย/ส่งทางไปรษณีย์/ส่งข้ามเขต
-คำร้อง/คำบอกกล่าวขอถอนฟ้อง
-คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับอัยการ
-คำขอให้ออกหมายบังคับคดี
-คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง
-คำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกพยาน
-คำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติม
-คำร้องขอให้เรียกทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลย
-คำร้องขอดำเนินคดีต่างผู้ตาย
-คำร้องขอเลื่อนคดี
-คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา
-คำร้องขอให้ศาลออกนั่งพิจารณา
-คำร้องขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว
-คำร้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัด
-คำร้องขอให้ศาลชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น (เน้น!!ภาคปฏิบัติ และ ตัวปี)
-คำร้องขอคัดถ่าย.......
-สัญญาประนีประนอมยอมความในศาล
-สัญญาเช่าบ้าน,กู้ยืม,ค้ำประกัน ฯลฯ
-สัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง
-คำฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญา
-คำให้การของจำเลยและฟ้องแย้ง (เน้น!!ภาคปฏิบัติ และ ตัวปี)
-คำร้องขอให้ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถ
-คำร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดก
-คำร้องขอให้ศาลสั่งเป็นบุคคลสาบสูญ
-พินัยกรรมแบบธรรมดา (เน้น!!ภาคปฏิบัติ และ ตัวปี)
-??????????????
***** หมายเหตุ. ข้อมูลอาจอัพเดทได้ตลอดเวลา สามารถติดตามได้ซึ่งจะเรียบเรียงไว้ให้จากสถิติที่
เคยออกสอบมาแล้วและมีโอกาสออกสอบอีกโดยอาศัยข้อเท็จจริงต่างกัน แต่มีหลักเกณฑ์เหมือนกัน
ดังนั้น ต้องพยายามหัดเขียนนะครับ
วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556
การเขียนหนังสือมอบอำนาจ
แนะนำโดยทั่วไปว่า การเขียนหนังสือมอบอำนาจปกติแล้วในการสอบภาคทฤษฎีมีการเขียนใน
กระดาษคำตอบที่สำนักอบรมฯกำหนดมาให้อยู่แล้วไม่มีปัญหา แต่ในภาคปฏิบัตินั้นต้องเขียนในกระดาษ
เปล่าที่เขากำหนดมาให้เช่นเดียวกับหนังสือทวงถาม ซึ่งน่าจะเป็นกระดาษเปล่า F4 แต่เวลาหัดเขียนก็
หัดเขียน A4 ก็ได้ การเขียนหนังสือมอบอำนาจนั้นในการสอบส่วนใหญ่จะให้เขียนการมอบอำนาจให้
ร้องทุกข์หรือไม่ก็ฟ้องคดี ทางแพ่งและ/หรืออาญา ก็ต้องดูข้อเท็จจริงที่เขากำหนดให้มาในข้อสอบ ในที
นี้จะขอแนะนำแนวทางการเขียนหนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์และฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญา
แน่นอนการเขียนหนังสือมอบอำนาจนั้นก็มีลักษณะบางส่วนคล้ายๆกับหลักเกณฑ์ของ
หนังสือทวงถามและสัญญา มีการลงชือด้วย ดังนั้นรายละเอียดของหนังสือมอบอำนาจได้แก่ ทำที่ไหน
วันที่ทำ รายละเอียดสัญญาว่าใครมอบอำนาจให้ใครทำอะไร และขอบเขตอำนาจที่มอบจำกัดให้ทำแทน
แค่ไหน เพราะหนังสือมอบอำนาจนั้น มีลักษณะเป็นสัญญาตัวแทนตัวการเหมือนกัน ขอแยกอธิบายเป็น
รายข้อดังนี้
1.ทำที่ไหน ส่วนนี้ก็มีการระบุไว้ที่มุมขวามกระดาษเป็นส่วนขึ้นต้นเช่นเดียวกับการร่างหนังสือทวงถาม
สัญญาต่างๆ โดยเขียนขึ้นตามสถานที่ทำหนังสือฉบับนี้
2.วันที่ทำ ในส่วนนี้ก็เหมือนกันเช่นเดียวกับการร่างหนังสือทวงถาม สัญญาต่างๆ ต้องเขียนวันที่ผู้มอบ
อำนาจได้มอบให้ผู้รับมอบอำนาจวันไหนก็เขียนไปจะกำหนดมาให้ในโจทย์อยู่แล้ว โดยเขียนเป็นส่วนที่
สองต่อจากส่วนทำที่ไหนในบรรทัดต่อไป บริเวณตรงกลาง
3.รายละเอียดต่างๆ ตรงนี้เป็นการเขียนถึงรายละเอียดของหนังสือมอบอำนาจว่า คนที่ต้องการมอบ
อำนาจในการร้องทุกข์หรือการฟ้องคดีนั้น ที่เรียกว่า "ผู้มอบอำนาจ" ต้องการที่จะให้คนที่ทำแทนที่เรียก
ว่า "ผู้รับมอบอำนาจ" นั้นให้ดำเนินการร้องทุกข์หรือฟ้องคดีแทน มีการจำกัดขอบเขตให้ทำแทนแค่ไหน
ซึ่งน่าจะกำหนดมาในข้อสอบและหากกำหนดมาก็เขียนตามที่มอบอำนาจให้มาตามที่กำหนดนั้น โดย
ส่วนใหญ่การเขียนรายละเอียดขึ้นต้นของหนังสือมอบอำนาจ มักจะเขียนขึ้นต้นว่า "ข้าพเจ้า ...........
........... อายุ...........อยู่บ้านเลขที่.................ขอมอบอำนาจให้(หรือขอแต่งตั้งให้)....................
.....อายุ...........อยู่บ้านเลขที่.................เป็นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินกิจการดังต่อไปนี้แทน
ข้าพเจ้าคือ............" ซึ่งจะเขียนกันโดยประมาณนี้ เพื่อความชัดเจนและความมีอยู่จริงของคนมอบและ
คนรับ และต่อมาก็จะระบุเป็นข้อๆไปว่าให้ทำแทนอะไรแค่ไหนโดยจะขอยกตัวอย่างในกรณีมอบอำนาจ
ให้ร้องทุกข์แทน เช่น "ร้องทุกข์และดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจกับ..........................
และ......................รวมทั้งบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของบุคคลทั้งสองดังกล่าวทั้งหมดที่ได้
กระทำความผิดอาญาต่อข้าพเจ้า เมื่อวันที่...............สถานที่................. ............ในข้อหา......
............... และให้มีอำนาจ ให้ถ้อยคำต่อหนักงานสอบสวน ถอนคำร้องทุกข์ รับและส่งเอกสาร ลงลาย
มือชื่อแทน และให้มีอำนาจดำเนินการใดๆอันเกี่ยวกับการร้องทุกข์ ทั้งนี้เพื่อดำเนินการแทนข้าพเจ้า จน
กว่าจะเสร็จการ" เป็นต้น หรือตัวอย่างการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแพ่งและอาญา หลักเกณฑ์ก็คล้ายๆกัน
เพียงแต่เป็นเรื่องที่ดำเนินการในชั้นศาล แต่เรื่องร้องทุกข์เป็นการดำเนินการในชั้นสอบสวน การให้ทำ
แต่ละอย่างก็อาจต่างกันไป แต่จุดประสงค์เดียวกันคือต้องการดำเนินคดีกับอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น "ฟ้องและ
ดำเนินคดีกับ........................ ในข้อหา.................... ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา และการกระทำอัน
เป็นเป็นละเมิดต่อศาลที่มีอำนาจ และให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปในทางจำหน่ายสิทธิของ
ข้าพเจ้าได้ เช่น การยอมรับรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอม
ความ การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา ทั้งนี้เพื่อดำเนินการต่างๆแทนข้าพเจ้า จนกว่าจะ
เสร็จการ" เป็นต้น ในกรณีตัวอย่างข้างต้นมีการจำหน่ายสิทธิ หากสังเกตุก็เขียนเหมือนในใบแต่งทนายที่
ให้ท่านรับบทเป็นทนายเขียนอำนาจในการจำหน่ายสิทธิของลูกความ ทั้งนี้เป็นแค่ตัวอย่างเบื้องต้นที่ชี้
แนะให้ทราบ
เมื่อได้เขียนรายละเอียดขอบเขตอำนาจที่มอบเสร็จแล้ว ย่อหน้าใหม่ก็จะเขียนว่า "การใดที่ผู้รับ
มอบอำนาจได้กระทำไปภายในขอบเขตหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ ให้ถือเสมือนหนึ่งว่าข้าพเจ้าได้
กระทำเองทุกประการ เพื่อเป็นหลักฐาน จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน" หลังจากนั้นก็มี
การลงชื่อ ผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจ และ พยาน 2 คน เป็นอันว่าจบ ซึ่งอย่างที่ได้บอกว่าหลัก
เกณฑ์ก็คล้ายๆกับการเขียนหนังสือทวงถามและสัญญาต่างๆ ที่มีทำที่ไหน ลงวันที่ รายละเอียด และ
ตอนท้ายลงชื่อ ซึ่งเชื่อว่าหากได้ทำความเข้าใจ หาหลักแนวคิดและหัดทำข้อสอบเก่าโดยหัดเขียน
บ่อยๆ ก็จะเขียนได้ไม่ยาก ดังนั้นตัวอย่างต่างๆแนะนำให้ดูจากข้อสอบเก่าของ สำนักฝึกอบรมฯและ
อ่านหนังสือของทางสำนักฝึกอบรมฯด้วยนะครับ จะได้ผลสมบูรณ์แบบ
กระดาษคำตอบที่สำนักอบรมฯกำหนดมาให้อยู่แล้วไม่มีปัญหา แต่ในภาคปฏิบัตินั้นต้องเขียนในกระดาษ
เปล่าที่เขากำหนดมาให้เช่นเดียวกับหนังสือทวงถาม ซึ่งน่าจะเป็นกระดาษเปล่า F4 แต่เวลาหัดเขียนก็
หัดเขียน A4 ก็ได้ การเขียนหนังสือมอบอำนาจนั้นในการสอบส่วนใหญ่จะให้เขียนการมอบอำนาจให้
ร้องทุกข์หรือไม่ก็ฟ้องคดี ทางแพ่งและ/หรืออาญา ก็ต้องดูข้อเท็จจริงที่เขากำหนดให้มาในข้อสอบ ในที
นี้จะขอแนะนำแนวทางการเขียนหนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์และฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญา
แน่นอนการเขียนหนังสือมอบอำนาจนั้นก็มีลักษณะบางส่วนคล้ายๆกับหลักเกณฑ์ของ
หนังสือทวงถามและสัญญา มีการลงชือด้วย ดังนั้นรายละเอียดของหนังสือมอบอำนาจได้แก่ ทำที่ไหน
วันที่ทำ รายละเอียดสัญญาว่าใครมอบอำนาจให้ใครทำอะไร และขอบเขตอำนาจที่มอบจำกัดให้ทำแทน
แค่ไหน เพราะหนังสือมอบอำนาจนั้น มีลักษณะเป็นสัญญาตัวแทนตัวการเหมือนกัน ขอแยกอธิบายเป็น
รายข้อดังนี้
1.ทำที่ไหน ส่วนนี้ก็มีการระบุไว้ที่มุมขวามกระดาษเป็นส่วนขึ้นต้นเช่นเดียวกับการร่างหนังสือทวงถาม
สัญญาต่างๆ โดยเขียนขึ้นตามสถานที่ทำหนังสือฉบับนี้
2.วันที่ทำ ในส่วนนี้ก็เหมือนกันเช่นเดียวกับการร่างหนังสือทวงถาม สัญญาต่างๆ ต้องเขียนวันที่ผู้มอบ
อำนาจได้มอบให้ผู้รับมอบอำนาจวันไหนก็เขียนไปจะกำหนดมาให้ในโจทย์อยู่แล้ว โดยเขียนเป็นส่วนที่
สองต่อจากส่วนทำที่ไหนในบรรทัดต่อไป บริเวณตรงกลาง
3.รายละเอียดต่างๆ ตรงนี้เป็นการเขียนถึงรายละเอียดของหนังสือมอบอำนาจว่า คนที่ต้องการมอบ
อำนาจในการร้องทุกข์หรือการฟ้องคดีนั้น ที่เรียกว่า "ผู้มอบอำนาจ" ต้องการที่จะให้คนที่ทำแทนที่เรียก
ว่า "ผู้รับมอบอำนาจ" นั้นให้ดำเนินการร้องทุกข์หรือฟ้องคดีแทน มีการจำกัดขอบเขตให้ทำแทนแค่ไหน
ซึ่งน่าจะกำหนดมาในข้อสอบและหากกำหนดมาก็เขียนตามที่มอบอำนาจให้มาตามที่กำหนดนั้น โดย
ส่วนใหญ่การเขียนรายละเอียดขึ้นต้นของหนังสือมอบอำนาจ มักจะเขียนขึ้นต้นว่า "ข้าพเจ้า ...........
........... อายุ...........อยู่บ้านเลขที่.................ขอมอบอำนาจให้(หรือขอแต่งตั้งให้)....................
.....อายุ...........อยู่บ้านเลขที่.................เป็นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินกิจการดังต่อไปนี้แทน
ข้าพเจ้าคือ............" ซึ่งจะเขียนกันโดยประมาณนี้ เพื่อความชัดเจนและความมีอยู่จริงของคนมอบและ
คนรับ และต่อมาก็จะระบุเป็นข้อๆไปว่าให้ทำแทนอะไรแค่ไหนโดยจะขอยกตัวอย่างในกรณีมอบอำนาจ
ให้ร้องทุกข์แทน เช่น "ร้องทุกข์และดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจกับ..........................
และ......................รวมทั้งบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของบุคคลทั้งสองดังกล่าวทั้งหมดที่ได้
กระทำความผิดอาญาต่อข้าพเจ้า เมื่อวันที่...............สถานที่................. ............ในข้อหา......
............... และให้มีอำนาจ ให้ถ้อยคำต่อหนักงานสอบสวน ถอนคำร้องทุกข์ รับและส่งเอกสาร ลงลาย
มือชื่อแทน และให้มีอำนาจดำเนินการใดๆอันเกี่ยวกับการร้องทุกข์ ทั้งนี้เพื่อดำเนินการแทนข้าพเจ้า จน
กว่าจะเสร็จการ" เป็นต้น หรือตัวอย่างการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแพ่งและอาญา หลักเกณฑ์ก็คล้ายๆกัน
เพียงแต่เป็นเรื่องที่ดำเนินการในชั้นศาล แต่เรื่องร้องทุกข์เป็นการดำเนินการในชั้นสอบสวน การให้ทำ
แต่ละอย่างก็อาจต่างกันไป แต่จุดประสงค์เดียวกันคือต้องการดำเนินคดีกับอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น "ฟ้องและ
ดำเนินคดีกับ........................ ในข้อหา.................... ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา และการกระทำอัน
เป็นเป็นละเมิดต่อศาลที่มีอำนาจ และให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปในทางจำหน่ายสิทธิของ
ข้าพเจ้าได้ เช่น การยอมรับรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอม
ความ การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา ทั้งนี้เพื่อดำเนินการต่างๆแทนข้าพเจ้า จนกว่าจะ
เสร็จการ" เป็นต้น ในกรณีตัวอย่างข้างต้นมีการจำหน่ายสิทธิ หากสังเกตุก็เขียนเหมือนในใบแต่งทนายที่
ให้ท่านรับบทเป็นทนายเขียนอำนาจในการจำหน่ายสิทธิของลูกความ ทั้งนี้เป็นแค่ตัวอย่างเบื้องต้นที่ชี้
แนะให้ทราบ
เมื่อได้เขียนรายละเอียดขอบเขตอำนาจที่มอบเสร็จแล้ว ย่อหน้าใหม่ก็จะเขียนว่า "การใดที่ผู้รับ
มอบอำนาจได้กระทำไปภายในขอบเขตหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ ให้ถือเสมือนหนึ่งว่าข้าพเจ้าได้
กระทำเองทุกประการ เพื่อเป็นหลักฐาน จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน" หลังจากนั้นก็มี
การลงชื่อ ผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจ และ พยาน 2 คน เป็นอันว่าจบ ซึ่งอย่างที่ได้บอกว่าหลัก
เกณฑ์ก็คล้ายๆกับการเขียนหนังสือทวงถามและสัญญาต่างๆ ที่มีทำที่ไหน ลงวันที่ รายละเอียด และ
ตอนท้ายลงชื่อ ซึ่งเชื่อว่าหากได้ทำความเข้าใจ หาหลักแนวคิดและหัดทำข้อสอบเก่าโดยหัดเขียน
บ่อยๆ ก็จะเขียนได้ไม่ยาก ดังนั้นตัวอย่างต่างๆแนะนำให้ดูจากข้อสอบเก่าของ สำนักฝึกอบรมฯและ
อ่านหนังสือของทางสำนักฝึกอบรมฯด้วยนะครับ จะได้ผลสมบูรณ์แบบ
วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556
หลักการเขียนหนังสือทวงถาม
แน่นอนว่าในการสอบใบอนุญาตว่าความนั้น การออกสอบคงไม่พ้นการเขียนหนังสือทวง
ถามบอกกล่าวหรือที่เรียกว่า "โนติส" ซึ่งจริงๆแล้วในทางปฏิบัติ หนังสือทวงถามมีความจำเป็นมาก
เพราะเป็นการเตือนให้ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ภายในเวลาใด หากไม่ชำระจะใช้สิทธิทางศาลและถือว่า
หนังสือทวงถามก็เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งเหมือนกัน ดังนั้น โดยปกติในการสอบจึงขาดไม่ได้เลยที่ออก
สอบในส่วนนี้ ในทีนี้จะแนะนำการร่างการเขียนพอให้เห็นภาพ ซึ่งใช้ได้ในการเขียน ทั้งการสอบประเภท
รุ่น(ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ)และประเภทปีด้วย ซึ่งมีหลักเกณฑ์พอสังเขปดังนี้
การเขียนหนังสือทวงถามโดยปกติแล้วจะประกอบด้วยการเขียน ทำที่ไหน วันที่เขียน เรื่องอะไร
เรียนถึงใคร และการถึงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้ลูกหนี้และต่อมาเกิดเหตุอะไรขึ้นผิดนัดหรือไม่ชำระ
หนี้อะไรพร้อมต้องการให้ลูกหนี้ทำอะไรตามหนังสือทวงถาม สุดท้ายก็ลงชื่อทนายที่รับมอบอำนาจ
(ก) ทำที่ไหน เป็นการเขียนว่าสถานที่ทำการเขียนหนังสือทวงถามนั้นเขียนที่ไหน สถานที่นี้อาจเป็น
สถานที่ติดต่อกลับมาภายหลังได้ ซึ่งส่วนใหญ่ หากเป็นการสอบ จะทำที่สำนักงานของทนายความที่ให้
เรารับบทเป็นทนายนั้นเอง เช่น สำนักงานกฎหมายรักความดี เลขที่ 2 ซอยรามคำแหง 53 แขวง
หัวหมาก เขตบางกะปิ กทม เป็นต้น ซึ่งในการเขียนส่วนนี้ต้องเขียนมุมขวามือของกระดาษ จะมีให้ดู
ตัวอย่างตอนท้าย
(ข) วันที่เขียน ส่วนนี้เป็นการเขียนวันที่เขียนหนังสือทวงถามให้ลูกความว่าเขียนตั้งแต่เวลาใด ในตรงนี้
ไม่มีปัญหา เช่น วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้น
(ค) เรื่องอะไร อันนี้เป็นการบอกถึงเรื่องที่ต้องการให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามหนังสือทวงถามนี้ ต้องบอกว่า
เป็นเรื่องอะไร สมมติถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับกู้ยืมเงินเขามาแล้ว บิดพริ้วไม่ชำระก็มีหนังสือทวงถามไปถึง
เรื่อง ขอให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ หรือ ถ้าเป็นกรณีที่ไปทำละเมิดเขาทำให้เขาบาดเจ็บ เสียหายแก่ร่าง
กาย อย่างนี้ก็เป็นเรื่องขอให้ชำระค่าสินไหมทดแทน เป็นต้นทั้งนี้ต้องดูว่าเป็นการให้ชำระหนี้เรื่องอะไร
(ง) เรียนถึงใคร การเขียนส่วนนี้เป็นการระบุชื่อลูกหนี้ที่ท่านต้องรู้แน่นอนว่าเขียนถึงใครเพื่อให้เขา
ปฏิบัติตามหนังสือทวงถาม ซึ่งอาจมีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ หรืออาจเป็นนิติบุคคลมีผู้แทนเป็นผู้
จัดการ ก็เขียนมาให้หมด เช่น เรียน นายมากหนี้ ทนอึด,นายร่วมด้วย ช่วยกัน,บริษัทตัวแม่สร้างหนี้
จำกัด โดย นายซบบัด สินหนี้ กรรมการผู้จัดการ เป็นต้น
(จ) ต่อไปเป็นการบรรยายในส่วนเนื้อหาของหนังสือทวงถามตรงนี้ขอบอกว่าต้องบรรยายถึงความ
สัมพันธ์ก่อนระหว่างตัวลูกความกับตัวลูกหนี้ของลูกความมีส่วนอะไรเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเพราะจะเป็น
เหตุทำให้ตัวความเกิดสิทธิเรียกร้องหรือสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามได้ ซึงส่วนใหญ่
มักจะขึ้นต้นด้วยคำว่า ตามที่ท่าน......... ดังนั้นสมมติว่า ท่านต้องการทำคดีกู้ยืมเงินให้ลูกความท่านก็
อาจจะเขียนว่า ตามที่ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากนายโปร่งใส สุจริต เป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท เมื่อ
วันที่ 5 มีนาคม 2556 ตกลงชำระดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ดอกเบี้ยชำระเดือนละครั้งทุกวัน
ที่1-5 ของทุกเดือน กำหนดชำระหนี้เงินต้นภายใน 2 ปี และท่านเองก็ได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้วในวันทำ
สัญญา ซึ่งท่านเองก็ทราบดีอยู่แล้ว เป็นต้น นี่คือการเขียนถึงความสัมพันธ์ของลูกความท่านกับลูกหนี้
ของลูกความ จะเห็นว่าส่วนนี้จะคล้ายหรือเหมือนกันกับในคำฟ้องแพ่งที่ได้แนะนำไปแล้วในส่วนนิติ
สัมพันธ์ ในส่วนนี้จึงต้องเขียนอธิบายซักซ้อมความเข้าใจให้แก่ลูกหนี้ เมื่ออธิบายส่วนนี้แล้วต่อไปก็จะ
เป็นการบอกว่าต่อมาเกิดอะไรขึ้นมีเหตุอะไร เช่นเกิดเหตุการผิดนัด ไม่ชำระหนี้ ผิดสัญญา ก็บอกไปว่า
เช่นในกรณีสัญญากู้ยืม "ปรากฎว่าท่านได้ชำระหนี้ได้มา 2 เดือน ต่อมาท่านได้ผิดนัดไม่ชำระหนี้มาเป็น
เวลาติดต่อกันแล้ว 3 เดือนจึงถือว่าท่านผิดสัญญา" เป็นต้น การบรรยายส่วนนี้เป็นการบอกถึงลูกหนี้ว่า
ลูกหนี้บิดพริ้ว ผิดนัดไม่ชำระหนี้ จึงเป็นเหตุที่นำไปสู่ให้ท่านทำหนังสือทวงถามนี้ไปถึงลูกหนี้ให้ปฏิบัติ
ตามนั้นเองในส่วนเนื้อหาส่วนสุดท้ายนี้เป็นการเขียนสิ่งที่ท่านในฐานะทนายต้องการให้ลูกหนี้ของตัว
ความทำอะไร ก็อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ต้องดูว่าเป็นเรื่องอะไรก่อน เช่นหากเป็นเรื่องผิดสัญญา ก็ขอให้
ลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญา ทำละเมิดก็ขอให้ลูกหนี้ชำระค่าสินไหมทดแทน เป็นต้น มักจะเขียนว่า "ข้าพเจ้า
ในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนาย...........จึงมีหนังสือมาเพื่อให้ท่านได้นำเงินจำนวน .......
...........บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี มาชำระให้แก่นาย...........ภายใน 15 วัน นับแต่
วันที่ท่านได้รับหนังสือฉบับนี้ มิฉะนั้นข้าพเจ้ามีความจำเป็นที่ต้องดำเนินคดีกับท่านตามกฎหมายต่อไป
" เมื่อจบตรงนี้แล้ว ก็ขึ้นบรรทัดใหม่ เขียนว่า ขอแสดงความนับถือ/ด้วยความเคารพ ประมาณขวามือ
กระดาษไม่ชิดมาก บรรทัดต่อมาก็ลงชื่อทนายความรับมอบอำนาจ ก็จบหนังสือทวงถาม ซึ่งหนังสือทวง
ถามหากเข้าใจหลักเกณฑ์เบื้องต้นแล้วไปหัดดูตัวอย่างและหัดเขียน เชื่อว่าน่าจะไม่มีปัญหาแน่นอนใน
การสอบครับ
***** คำแนะนำเพิ่มเติม ในการเขียนหนังสือทวงถามมีข้อสังเกตุว่าบางคดีนั้นอาจมีการเขียนเพิ่ม
เติมไปจากที่แนะนำอีก แต่ก็ไม่มีปัญหาอย่างเช่น มีการเขียนอ้างอิงจากอะไร หรือ สิ่งที่ส่งมาด้วย มี
ความจำเป็นต้องอ้างหรือส่งมา ประกอบหนังสือทวงถาม เช่นในเรื่องของสัญญาประกันภัยที่ลูกความให้
ท่านทำหนังสือทวงถามไปถึงบริษัทประกันภัย จึงจำเป็นต้องอ้าง อ้างถึง กรมธรรณ์ประกันภัยเลขที่
เท่าใดเป็นต้นซึ่งเขียนบรรทัดต่อมาจากเรียนถึงใคร หรือ กรณีสิ่งที่ส่งมาด้วยก็หลักเกณฑ์เดียวกัน ต้องดู
เป็นเรื่องๆไป
ถามบอกกล่าวหรือที่เรียกว่า "โนติส" ซึ่งจริงๆแล้วในทางปฏิบัติ หนังสือทวงถามมีความจำเป็นมาก
เพราะเป็นการเตือนให้ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ภายในเวลาใด หากไม่ชำระจะใช้สิทธิทางศาลและถือว่า
หนังสือทวงถามก็เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งเหมือนกัน ดังนั้น โดยปกติในการสอบจึงขาดไม่ได้เลยที่ออก
สอบในส่วนนี้ ในทีนี้จะแนะนำการร่างการเขียนพอให้เห็นภาพ ซึ่งใช้ได้ในการเขียน ทั้งการสอบประเภท
รุ่น(ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ)และประเภทปีด้วย ซึ่งมีหลักเกณฑ์พอสังเขปดังนี้
การเขียนหนังสือทวงถามโดยปกติแล้วจะประกอบด้วยการเขียน ทำที่ไหน วันที่เขียน เรื่องอะไร
เรียนถึงใคร และการถึงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้ลูกหนี้และต่อมาเกิดเหตุอะไรขึ้นผิดนัดหรือไม่ชำระ
หนี้อะไรพร้อมต้องการให้ลูกหนี้ทำอะไรตามหนังสือทวงถาม สุดท้ายก็ลงชื่อทนายที่รับมอบอำนาจ
(ก) ทำที่ไหน เป็นการเขียนว่าสถานที่ทำการเขียนหนังสือทวงถามนั้นเขียนที่ไหน สถานที่นี้อาจเป็น
สถานที่ติดต่อกลับมาภายหลังได้ ซึ่งส่วนใหญ่ หากเป็นการสอบ จะทำที่สำนักงานของทนายความที่ให้
เรารับบทเป็นทนายนั้นเอง เช่น สำนักงานกฎหมายรักความดี เลขที่ 2 ซอยรามคำแหง 53 แขวง
หัวหมาก เขตบางกะปิ กทม เป็นต้น ซึ่งในการเขียนส่วนนี้ต้องเขียนมุมขวามือของกระดาษ จะมีให้ดู
ตัวอย่างตอนท้าย
(ข) วันที่เขียน ส่วนนี้เป็นการเขียนวันที่เขียนหนังสือทวงถามให้ลูกความว่าเขียนตั้งแต่เวลาใด ในตรงนี้
ไม่มีปัญหา เช่น วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้น
(ค) เรื่องอะไร อันนี้เป็นการบอกถึงเรื่องที่ต้องการให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามหนังสือทวงถามนี้ ต้องบอกว่า
เป็นเรื่องอะไร สมมติถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับกู้ยืมเงินเขามาแล้ว บิดพริ้วไม่ชำระก็มีหนังสือทวงถามไปถึง
เรื่อง ขอให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ หรือ ถ้าเป็นกรณีที่ไปทำละเมิดเขาทำให้เขาบาดเจ็บ เสียหายแก่ร่าง
กาย อย่างนี้ก็เป็นเรื่องขอให้ชำระค่าสินไหมทดแทน เป็นต้นทั้งนี้ต้องดูว่าเป็นการให้ชำระหนี้เรื่องอะไร
(ง) เรียนถึงใคร การเขียนส่วนนี้เป็นการระบุชื่อลูกหนี้ที่ท่านต้องรู้แน่นอนว่าเขียนถึงใครเพื่อให้เขา
ปฏิบัติตามหนังสือทวงถาม ซึ่งอาจมีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ หรืออาจเป็นนิติบุคคลมีผู้แทนเป็นผู้
จัดการ ก็เขียนมาให้หมด เช่น เรียน นายมากหนี้ ทนอึด,นายร่วมด้วย ช่วยกัน,บริษัทตัวแม่สร้างหนี้
จำกัด โดย นายซบบัด สินหนี้ กรรมการผู้จัดการ เป็นต้น
(จ) ต่อไปเป็นการบรรยายในส่วนเนื้อหาของหนังสือทวงถามตรงนี้ขอบอกว่าต้องบรรยายถึงความ
สัมพันธ์ก่อนระหว่างตัวลูกความกับตัวลูกหนี้ของลูกความมีส่วนอะไรเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเพราะจะเป็น
เหตุทำให้ตัวความเกิดสิทธิเรียกร้องหรือสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามได้ ซึงส่วนใหญ่
มักจะขึ้นต้นด้วยคำว่า ตามที่ท่าน......... ดังนั้นสมมติว่า ท่านต้องการทำคดีกู้ยืมเงินให้ลูกความท่านก็
อาจจะเขียนว่า ตามที่ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากนายโปร่งใส สุจริต เป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท เมื่อ
วันที่ 5 มีนาคม 2556 ตกลงชำระดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ดอกเบี้ยชำระเดือนละครั้งทุกวัน
ที่1-5 ของทุกเดือน กำหนดชำระหนี้เงินต้นภายใน 2 ปี และท่านเองก็ได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้วในวันทำ
สัญญา ซึ่งท่านเองก็ทราบดีอยู่แล้ว เป็นต้น นี่คือการเขียนถึงความสัมพันธ์ของลูกความท่านกับลูกหนี้
ของลูกความ จะเห็นว่าส่วนนี้จะคล้ายหรือเหมือนกันกับในคำฟ้องแพ่งที่ได้แนะนำไปแล้วในส่วนนิติ
สัมพันธ์ ในส่วนนี้จึงต้องเขียนอธิบายซักซ้อมความเข้าใจให้แก่ลูกหนี้ เมื่ออธิบายส่วนนี้แล้วต่อไปก็จะ
เป็นการบอกว่าต่อมาเกิดอะไรขึ้นมีเหตุอะไร เช่นเกิดเหตุการผิดนัด ไม่ชำระหนี้ ผิดสัญญา ก็บอกไปว่า
เช่นในกรณีสัญญากู้ยืม "ปรากฎว่าท่านได้ชำระหนี้ได้มา 2 เดือน ต่อมาท่านได้ผิดนัดไม่ชำระหนี้มาเป็น
เวลาติดต่อกันแล้ว 3 เดือนจึงถือว่าท่านผิดสัญญา" เป็นต้น การบรรยายส่วนนี้เป็นการบอกถึงลูกหนี้ว่า
ลูกหนี้บิดพริ้ว ผิดนัดไม่ชำระหนี้ จึงเป็นเหตุที่นำไปสู่ให้ท่านทำหนังสือทวงถามนี้ไปถึงลูกหนี้ให้ปฏิบัติ
ตามนั้นเองในส่วนเนื้อหาส่วนสุดท้ายนี้เป็นการเขียนสิ่งที่ท่านในฐานะทนายต้องการให้ลูกหนี้ของตัว
ความทำอะไร ก็อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ต้องดูว่าเป็นเรื่องอะไรก่อน เช่นหากเป็นเรื่องผิดสัญญา ก็ขอให้
ลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญา ทำละเมิดก็ขอให้ลูกหนี้ชำระค่าสินไหมทดแทน เป็นต้น มักจะเขียนว่า "ข้าพเจ้า
ในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนาย...........จึงมีหนังสือมาเพื่อให้ท่านได้นำเงินจำนวน .......
...........บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี มาชำระให้แก่นาย...........ภายใน 15 วัน นับแต่
วันที่ท่านได้รับหนังสือฉบับนี้ มิฉะนั้นข้าพเจ้ามีความจำเป็นที่ต้องดำเนินคดีกับท่านตามกฎหมายต่อไป
" เมื่อจบตรงนี้แล้ว ก็ขึ้นบรรทัดใหม่ เขียนว่า ขอแสดงความนับถือ/ด้วยความเคารพ ประมาณขวามือ
กระดาษไม่ชิดมาก บรรทัดต่อมาก็ลงชื่อทนายความรับมอบอำนาจ ก็จบหนังสือทวงถาม ซึ่งหนังสือทวง
ถามหากเข้าใจหลักเกณฑ์เบื้องต้นแล้วไปหัดดูตัวอย่างและหัดเขียน เชื่อว่าน่าจะไม่มีปัญหาแน่นอนใน
การสอบครับ
***** คำแนะนำเพิ่มเติม ในการเขียนหนังสือทวงถามมีข้อสังเกตุว่าบางคดีนั้นอาจมีการเขียนเพิ่ม
เติมไปจากที่แนะนำอีก แต่ก็ไม่มีปัญหาอย่างเช่น มีการเขียนอ้างอิงจากอะไร หรือ สิ่งที่ส่งมาด้วย มี
ความจำเป็นต้องอ้างหรือส่งมา ประกอบหนังสือทวงถาม เช่นในเรื่องของสัญญาประกันภัยที่ลูกความให้
ท่านทำหนังสือทวงถามไปถึงบริษัทประกันภัย จึงจำเป็นต้องอ้าง อ้างถึง กรมธรรณ์ประกันภัยเลขที่
เท่าใดเป็นต้นซึ่งเขียนบรรทัดต่อมาจากเรียนถึงใคร หรือ กรณีสิ่งที่ส่งมาด้วยก็หลักเกณฑ์เดียวกัน ต้องดู
เป็นเรื่องๆไป
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)